ข่าว

ชีวิตบนเส้นด้าย

ชีวิตบนเส้นด้าย

07 ต.ค. 2553

เหตุระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ในเขตประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เมื่อวันอังคารที่ 5 ตุลาคม จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นฉากต่อเนื่องของระเบิดที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

 แต่ละครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ครั้งนี้อาจจะรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง ด้วยชนิดวัตถุระเบิดที่คาดว่าเป็นทีเอ็นที น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ถึงแม้ว่าจุดเกิดเหตุจะมิใช่จุดที่ผู้ร้ายประสงค์จะให้เกิดเหตุ แต่เกิดจากความผิดพลาดขณะประกอบระเบิด แต่ไม่ว่าสถานที่เป้าหมายจะเป็นที่ใด ก็ก่อให้เกิดความน่าสะพรึงกลัวไม่แตกต่างกัน

 ในฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงไม่เพียงพอแล้วที่จะพูดคำว่าเสียใจ หรือสั่งการให้ดำเนินการอย่างใด และแม้ถึงว่า เหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุสุดวิสัย ป้องกันได้ยาก คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิแก้ตัว เพราะในทุกครั้งที่มีเหตุระเบิดก็จะอ้างเบาะแส หรือข้อสันนิษฐานที่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้กระทำความผิดได้ แต่ในทางสอบสวน ดำเนินคดีก็ไม่ไปถึงไหน ในขณะที่ประชาชนก็ต้องตกอยู่ในภาวะหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา ถ้าถามว่าเหตุระเบิดที่บางบัวทองครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อว่ามันจะสิ้นสุดลงที่นี่ ทั้งที่ครั้งนี้ก็ปรากฏหลักฐานที่เชื่อมโยงผู้ที่เชื่อว่ากระทำความผิด

 พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ผู้เข้าพักห้องหมายเลข 202 ชั้น 2 ของสมานเมตตาแมนชั่น ห้องที่เกิดเหตุ ชื่อนายสมัย วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ต้องหาคดีปาระเบิดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการหลบหนี และเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อช่วงต้นปี 2553 อย่างไรก็ตาม ในทางคดีไม่ได้แปลว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นฝีมือของนายสมัย วงษ์สุวรรณ เป็นเพียงพยานหลักฐานชั้นต้น ที่น่าเชื่อว่าการระเบิดอาจเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดงในลักษณะที่เป็นขบวนการ หรือเป็นเพียงเรื่องของตัวบุคคล เช่น กรณีช่างซ่อมรองเท้า หน้า ททบ.5 ที่โทรไปขู่วางระเบิด รพ.ศิริราช

 น่าสังเกตว่า ในห้วงระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นไม่ได้ลดน้อยลงเลย ความเชื่อที่ว่าการใช้กลไกพิเศษในการจัดการกับปัญหาการก่อการร้ายในเมือง จะมีประสิทธิภาพมากกว่ากลไกปกติ ถูกลดทอนลงทุกครั้งที่เกิดเหตุระเบิด ถ้าหากผู้ลงมือกระทำมิได้เป็นผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐก็คงไม่มีศักยภาพที่จะก่อเหตุร้ายแรงได้ หรือกลไกรัฐเองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจแท้จริงในการสั่งการเจ้าหน้าที่รัฐ เหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดไปได้ทั้งสิ้น ตราบเท่าที่ระเบิดยังไม่สิ้นเสียง ชีวิตผู้คนในสังคมไทยก็ยังคงแขวนบนเส้นด้ายต่อไป พร้อมๆ กับภาวะความเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล