
งัดแผนอุ้มแรงงานนอกระบบดึงท้องถิ่นร่วมตั้งกองทุน
สศค.งัดมาตรการอุ้มแรงงานนอกระบบ เล็งจับมือท้องถิ่นตั้งกองทุนสมทบเงินคล้ายประกันสังคม คาดใช้เวลา 1 เดือนในการศึกษาแผน รับเศรษฐกิจไทยยังติดหล่ม ส่งออกกระทบหนัก ชี้ต้องใช้นโยบายบาทอ่อนช่วยกระตุ้น กระทุ้งแบงก์ปล่อยกู้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.อยู่ระหว่างศึกษามาตรการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอยู่กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ เบื้องต้นจะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลุ่มการเงินท้องถิ่น และกลุ่มแรงงานนอกระบบเอง สมทบเงินเพื่อดูแลสวัสดิการ และส่งเสริมอาชีพเพื่อปิดช่องว่างกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลจะได้ช่วยเหลือครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งการดำเนินการอาจจัดตั้งเป็นกองทุนคล้ายกับกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตน ที่รัฐต้องสมทบเงินให้ส่วนหนึ่ง
"สศค.ต้องขอเวลา 1 เดือนเพื่อคลอดแผนช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ 20 กว่าล้านคน ทั้งที่ตกงานแล้วและไม่ตกงาน หากแผนชัดเจนแล้วจะเสนอต่อ รมว.คลัง เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป เบื้องต้นแผนที่คิดตอนนี้มีทั้งที่จะให้ทั้ง 4 ฝ่ายช่วยกันออกเงินสมทบ หรือมีเพียงแค่รัฐกับ อปท. หรือจะมองถึงระยะยาวที่จะไปสวมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติได้ทันที แต่ถึงที่สุดแล้วรัฐก็จะต้องออกเงินเพื่อสมทบเช่นที่ให้แก่ผู้ประกันตนและข้าราชการผ่าน กบข."นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัวเนื่องจากรับผลกระทบหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังและการเงินอย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปัญหาหลักอยู่ที่การส่งออกของไทยติดลบต่อเนื่องมา 2 เดือนแล้ว ดังนั้นนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะต้องนำมาใช้บริหารเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2552 ค่าเงินบาทไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียอ่อนค่าลงเพียง 1.61% ขณะที่ประเทศคู่แข่งและคู่ค้าอ่อนลงมากกว่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สื่อให้เห็นบางอย่าง ฉะนั้นรัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออัตราแลกเปลี่ยนเพื่อบริหารเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบจากวิกฤติโลกจะส่งผลต่อสถาบันการเงินไทยน้อยมาก แต่คาดว่าหนี้เสียในปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจุบันหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งระบบอยู่ที่ 5-6% ดังนั้น ทางออกคือธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเร่งปล่อยกู้แก่เอกชนเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เรื่องนี้รัฐบาลได้ดูแลเต็มที่จากนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยกู้หรือค้ำประกัน แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ฉะนั้นหากธนาคารพาณิชย์ไม่ช่วยด้วยก็อาจเกิดวิกฤติกับเอกชนต่อไปได้



