
พิษรักแรงหึงพระฆ่า..สีกาสาว
เคยมีคนทายทัก "ธิติยาพันธ์ พุ่มอรุณ" สาววัย 22 ปี พนักงานของบริษัทเวลโกรว์ฯ ถึงดวงชะตาของเธอว่า หากยังคบหากับเพื่อนชายที่อยู่ในเพศบรรพชิตดวงอาจถึงฆาต!! แล้วคำทายทักก็กลายเป็นเรื่องจริงเมื่อเธอถูก "ศุภกิจ เกตุแก้ว" นักบวชวัย 25 ปี เพื่อนชายที่แอบหลงรักออกอ
รุ่งเช้าวันที่ 1 ตุลาคม 2553 บริเวณทุ่งนาริมถนนบางคล้า-หัวไทร หมู่ 4 ต.หัวไทร อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เกิดเหตุฆาตกรรมอำพรางคดีในรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรน่า สีแดง ทะเบียน กข 1583 ฉะเชิงเทรา พบศพ "ธิติยาพันธ์" ถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่ศีรษะ 1 นัด และตามร่างกายถูกแทงด้วยของมีคมหลายแห่ง ก่อนจุดไฟเผาเหยื่อเพื่ออำพรางคดี
พล.ต.ต.กิตติพงษ์ เงามุข ผบก.บก.สส.ภ.2 ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมสืบสวนสอบสวนข้อมูลจากญาติของเหยื่อจนพบเบาะแสผู้ต้องสงสัย 3 คน และหนึ่งในนั้นคือ "ศุภกิจ" พระลูกวัดที่จำวัดอยู่ที่วัดหัวไทร ซึ่งญาติของเหยื่อสงสัยมากที่สุด
ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.2 จึงเดินทางไปที่วัดดังกล่าวเพื่อนิมนต์พระรูปดังกล่าว มาสอบถามเรื่องราวความสัมพันธ์กับเหยื่อสาวรายนี้ ทันทีที่ชุดสืบสวนไปพบพระศุภกิจ แม้จะดูสีหน้านิ่งเฉยแต่ฉายแววพิรุธหลายอย่าง จากคำให้การอ้างว่า "ธิติยาพันธ์" เป็นคนหน้าตาดี นิสัยดี มีฐานะ คงมีหนุ่มๆ มาชอบหลายคน ส่วนตนเคยคบหาในฐานะเพื่อนชายก่อนที่จะบวชเป็นพระ และระหว่างที่บวชอยู่ก็มีการคุยกันบ้าง โดยไม่มีส่วนรู้เห็นการตายของเธอแต่อย่างใด
ระหว่างนั้นที่ชุดสืบสวนขอเบอร์โทรศัพท์ พระศุภกิจจึงยื่นโทรศัพท์ให้จดบันทึกเบอร์ ทีมสืบสวนจึงขอดูข้อมูลการใช้โทรศัพท์ จึงทราบว่าระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน ตลอดกลางวันจนถึงกลางคืนมีหมายเลขโทรศัพท์เหยื่อติดต่อกันไปมาก่อนพบศพหญิงสาวในรถของเธอ
จึงแจ้งข้อมูลให้ พล.ต.ต.กิตติพงษ์ทราบ แล้วสั่งให้นำพระศุภกิจมาสอบปากคำ พร้อมกันนี้ชุดสืบสวนรายงานเพิ่มเติมอีกว่า พยานในละแวกวัดเห็นญาติของพระศุภกิจนำรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไซโคลน สีเขียว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร มาให้พระศุภกิจ แต่ตอนนี้รถกระบะไม่อยู่แล้ว
"รถกระบะที่ญาติเอามาให้อยู่ไหน หากหลักฐานถูกรวบรวมแน่นมากขึ้น คงช่วยอะไรไม่ได้นะ และเรื่องที่พระพูดมาตรวจสอบแล้วไม่ตรงกันสักเรื่อง" พล.ต.ต.กิตติพงษ์เริ่มเปิดประเด็นสอบสวน
"ถ้ายอมรับจะติดคุกนานไหม ผมเป็นห่วงพ่อแม่ หลายคนที่ผมรู้จักคิดว่าผมเป็นคนดี ผมขอพบพ่อแม่ที่รออยู่ด้านนอกได้ไหม" พระศุภกิจยอมปริปากครั้งแรก หลังจากเงียบงันอยู่นาน
หลังจากพบกับพ่อแม่แล้ว พระศุภกิจยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า ตอนที่บวชอยู่ อยากเจอเธอมาก แต่ไม่สะดวกและดูไม่ดี พอยิ่งรู้ว่ามีชายอื่นมาชอบก็รู้สึกหึงหวงคิดว่าต้องฆ่าจะได้หมดปัญหา จึงนำรถกระบะที่ญาติฝากไว้มาใช้ก่อเหตุ ระหว่างที่ขับรถก็พยายามคิดถึงสถานที่เปลี่ยวๆ เพื่อลงมือ และโทรศัพท์นัดให้เธอออกมาเจอในคืนนั้น
"ตกกลางคืนผมก็ถอดจีวรออกเหลือแต่สบง หยิบอาวุธปืนขนาด .38 ที่เคยรับชื้อไว้ออกมาพร้อมมีด ใส่ไว้ในกระเป๋าที่ติดอยู่ที่สบง พอไปถึงที่เปลี่ยวสักพักเพื่อนสาวก็ขับรถยนต์มา แล้วเธอลงไปนั่งที่เบาะหลังด้านซ้าย ส่วนผมลงจากรถกระบะไปนั่งที่เบาะหลังด้านขวา พยายามพูดคุยขอไม่ให้เธอเลิกกับผม รวมถึงเรื่องที่เธอบอกว่าคบผมดวงอาจถึงฆาต ระหว่างนั้นก็พยายามพลอดรัก และล้วงเอาปืนออกจากกระเป๋าที่สบงแล้วจ่อยิงไป 1 นัด จนผมหูอื้อไปหมด แต่เพื่อนสาวยังไม่ตาย จึงใช้มีดกระหน่ำแทงจนเสียชีวิต" พระศุภกิจเล่าถึงวันที่ก่อเหตุ
หลังจากนั้นความกลัวก็เข้าครอบงำ พระศุภกิจพยายามโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากพระกิตติพงษ์ ยะอนันต์ พร้อมทั้งช่วยกันคิดหาทางออกในเรื่องที่เกิดขึ้น ด้วยการเผาอำพรางศพในรถนั่นเอง ส่วนปืนและมีดนำไปโยนทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง ก่อนกลับเข้าวัด และทำตัวปกติเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
ด้าน พล.ต.ต.กิตติพงษ์กล่าวว่า คดีนี้ได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวนให้แก่ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.นิวัฒน์ รัตนาธรรมวัฒน์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.มณฑล มีอนันต์ ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ทราบ ก่อนประสาน พ.ต.อ.ณรัฐ รัตนจินดา ผกก.สภ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา มาร่วมกันสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับพระศุภกิจ พร้อมทั้งพระกิตติพงษ์ แล้วนำไปสึกจากความเป็นพระเพื่อรับโทษตามกฎหมาย!?



