
เล่าสู่กันฟัง-ดีเอ็นเอสิบแปดมงกุฎหรือโดนรุมรังแก
ต้องยอมรับว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยโดยเฉพาะกับผู้ที่ติดตามข่าวสารตามสื่อต่างๆ อยู่เสมอ จะรู้สึกสับสนต่อกรณีเรื่องราวของพระเอกนางเอกว่า ตกลงแล้วข้อเท็จจริงมันคืออะไรกันแน่ เป็นเรื่องของสิบแปดมงกุฎ หรือเรื่องของการโดนรุมรังแก หรือใช่ทั้งสองอย่าง หร
ก็เลยลองรวบรวมคำภาษาไทย ทั้งๆ ที่เป็นศัพท์เฉพาะ หรือพังเพย หรือวลี ที่ได้ยินได้เห็นอย่างกระหน่ำตลอดมาในสื่อต่างๆ มาวิเคราะห์ดูก็พบว่า น่าจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคำ ที่ภายในแต่ละกลุ่มจะมีความหมายคล้ายๆ กัน กลุ่มแรกคือคำที่มีความหมายว่าไม่จริง เช่น โกหก หลอกลวง ตอแหล ปลิ้นปล้อน สิบแปดมงกุฎ (ซึ่งหมายถึงแก๊งต้มตุ๋น) เล่นละคร สร้างเรื่อง แบล็กเมล์ รีดไถ ฯลฯ
กลุ่มที่สองที่เห็นบ่อย คือผลประโยชน์ทางธุรกิจ เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ทำนาบนหลังคน คนกินคน เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น ฯลฯ
กลุ่มที่สามหนีไม่พ้นคำว่า ใจร้าย หมาป่ากับลูกแกะ ลูกไก่ในกำมือ ผู้ใหญ่รังแกเด็ก ถล่ม ขยี้ แฉ สบประมาท ฯลฯ
ยกเว้นคำว่าดีเอ็นเอ ซึ่งไม่รู้จะรวมอยู่ในกลุ่มไหนดี ซึ่งขอขยายความสักเล็กน้อย เผื่อใครยังไม่ทราบจะได้รู้ว่ามันคืออะไร ทำไมถึงพูดกันบ่อยนัก เจ้าดีเอ็นเอนี้ หมายถึงสารพันธุกรรม ซึ่งพบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ แบคทีเรีย ไวรัส พืช เชื้อรา ฯลฯ ซึ่งสารพันธุกรรมที่ว่าสามารถถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป คือพ่อแม่จะถ่ายทอดสิ่งนี้ไปสู่ลูกสู่หลาน ก็เปรียบเหมือนหลักฐานสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่จะยืนยันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความสัมพันธ์ว่าใครเป็นพ่อแม่ ใครเป็นลูก
เจ้าดีเอ็นเอนี้มีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แม้แต่กล้องจุลทรรศน์ตามห้องปฏิบัติการทั่วๆ ไป ก็ไม่ค่อยเห็น ต้องใช้กล้องชนิดพิเศษเท่านั้น แต่แม้จะเล็กเพียงใด ความยาวของดีเอ็นเอกลับยาวอย่างน่ามหัศจรรย์ ว่ากันว่าดีเอ็นเอในมนุษย์แต่ละคนสามารถพันรอบโลกได้ถึง 12 รอบครึ่งเลยทีเดียว
อันที่จริงมีการค้นพบดีเอ็นเอตั้งแต่ปี 2412 แล้วพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่เข้าใจยอมรับกันอย่างกว้างขวางเมื่อไม่นาน
เรื่องราวต่างๆ ข้างต้นจบลงอย่างไร ทุกท่านคงรู้กันอยู่แล้ว คงไม่ใช่ประเด็นที่นำมาพูดถึง หรือรื้อฟื้น แต่อยากจะนำมาวิเคราะห์ในเชิงสังคมว่า เหตุการณ์ทั้งหมดได้สะท้อนถึงความเป็นไปในสังคมไทยปัจจุบันทั้ง 3 ด้านเช่นกันว่า สังคมไทยเวลานี้เป็นสังคมที่ไม่ค่อยโปร่งใส ไม่จริง เชื่อใครไม่ค่อยได้ ความไว้วางใจถดถอย ส่งผลให้เราต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่มั่นใจว่าอะไรของจริง อะไรของปลอม เหมือนคำยอดฮิตที่ว่า ทุกสิ่งล้วน ลับ ลวง พราง
ลักษณะอีกประการคือ การเป็นสังคมที่คำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ เรื่องของพระเจ้าเงินตราเป็นสำคัญเหนือเรื่องของชีวิตจิตใจ เป็นสังคมที่อำนาจเงินเหนืออำนาจแห่งศีลธรรม เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาเปรียบเหยียบบ่าผู้อื่น พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้ดีเหนือคนอื่น ด้วยการโจมตีและให้ร้าย
ลักษณะของสังคมประการที่สามคือ การแล้งน้ำใจไร้ซึ่งความปรานี ข่มได้ข่ม เบ่งได้เบ่ง ใช้อำนาจที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะด้วยอำนาจเงิน อำนาจอิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรืออำนาจทางเพศรังแกผู้ที่ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า มีพรรคมีพวกน้อยกว่า
ในทางตรงกันข้าม ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ได้พยายามมองหาคำว่า ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม เมตตาธรรม แต่กลับไม่ค่อยพบ แม้พบก็อาจไม่เข้าใจ เขียนไม่ถูก สะกดไม่เป็น หรือถึงเข้าใจแต่ก็ไม่ยอมปฏิบัติ และแม้ปฏิบัติก็เป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกัน...จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมบ้านเมืองเราถึงเป็นเช่นทุกวันนี้ และคำถามก็คือว่าจะมีใคร หรือหน่วยงานไหนลุกขึ้นมารณรงค์แก้ไขเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



