ข่าว

ประวิตรนั่งผอ.ศอฉ.เรียกผบ.เหล่าทัพถกระวัง6จุด

ประวิตรนั่งผอ.ศอฉ.เรียกผบ.เหล่าทัพถกระวัง6จุด

05 ต.ค. 2553

“ประวิตร” นั่งเก้าอี้ ผอ.ศอฉ.เรียกผบ.เหล่าทัพประชุมถกงานการข่าวเฝ้าระวัง จุดเสี่ยง 6 จุดระดมกำลัง 2,600 นาย ทั่ว กทม.ช่วง 6-14 ต.ค. ศอฉ.ไฟเขียว “พันธมิตร-นปช.” จัดกิจกรรมทางการเมืองยึดปฏิบัติมาตรฐานเดียวไม่มีสองมาตรฐาน พร้อมกำชับตำรวจทุกสถานีถึงพื้นที่เกิ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก   เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 5 ต.ค.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เป็นประธานการประชุม ศอฉ. พร้อมด้วย พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้การประชุม ศอฉ.วันนี้ถือเป็นวันแรกในการทำหน้าที่ ผอ.ศอฉ.ของ พล.อ.ประวิตร หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.ศอฉ. แทน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปไปรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตพื้นที่ 1 จ.สุราษฎร์ธานี โดยจะมีผลในวันที่ 8 ต.ค.นี้

 หลังจากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. และ พ.ต.อ.ปรีดา สถาวร ผู้กำกับการ (ยุทธการ) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุม ศอฉ. ว่าที่ประชุมได้กล่าวถึงมาตรการการดูแลรักษาความสงบในช่วงที่มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตร และ นปช.วันที่ 6-14 ต.ค. จากกรณีที่ตัวแทนของกลุ่มที่จัดกิจกรรมทางการเมืองได้ทำหนังสือประสานกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอใช้พื้นที่ ทาง ศอฉ.ได้ให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะเลขาธิการ ศอฉ. ทำหนังสือตอบกลับไปว่ากิจกรรมทั้งหลายสามารถดำเนินการได้ เพราะถือเป็นการใช้สิทธิ์ตาม รธน. แต่ถ้ามีความหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมายก็ควรหลีกเลี่ยง เช่น สถานที่ของการจัดกิจกรรม โดยเฉพาะลานพระบรมรูปทรงม้า หากจัดกิจกรรมก็จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เป็นพื้นที่ใช้พื้นผิวจราจรสำหรับการใช้รถใช้ถนน หากตั้งปะรำสำหรับพิธีสงฆ์ก็มีไม่มีปัญหาอะไร หากใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่คงไม่เหมาะสมสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย แต่ควรใช้เครื่องขยายเสียงเล็กๆ สำหรับประกอบกิจกรรมทางศาสนา แต่ทั้งนี้ได้ทำหนังสือตอบกลับไปแล้ว ดังนั้นเชื่อมั่นว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองทั้งหลายคงเห็นประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นอกจากนั้นจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้สะดวก และเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกส่วนที่มีการจัดกิจกรรมไม่เป็นข้ออ้างของฝ่ายต่างๆ ที่จะหาว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสองมาตรฐาน

 “วันที่ 6-14 ต.ค.นี้ จะมีการจัดกิจกรรมของทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ฉะนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ทั้งจุดตรวจ จุดเฝ้าระวัง จุดเสี่ยง จุดสายตรวจร่วม นอกจากนี้ ผอ.ศอฉ. ได้เน้นย้ำในเรื่องของการรายงานข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าขณะนี้เกิดเหตุค่อนข้างบ่อย หลายครั้งเป็นเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ และการเมือง แต่ก็มีความพยายามที่จะฉกฉวยเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นข้ออ้างเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนข้อมูล ฉะนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มีการสั่งการว่า ผู้กำกับทุกสถานีตำรวจ จะต้องเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุให้เร็ว และรายงานข้อมูลข่าวสารตามระดับชั้นถึง ผอ.ศอฉ.โดยเร็ว เพื่อจะได้รับทราบสถานการณ์ และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนจะได้ไม่ตื่นตระหนก นอกจากนี้การประสานงานระหว่างทหาร และตำรวจ ทั้งจุดเสี่ยง จุดเฝ้าระวัง จะต้องดำเนินการอย่างแน่นแฟ้น โดยภายในระยะเวลา 15 นาที ที่ต้องการให้กำลังของทหาร และ ตำรวจไปถึงจุดเสี่ยง จุดเฝ้าระวัง ในการระงับยับยั้ง หรือ ป้องกันเหตุการณ์ภายใน 15 นาที หลังจากมีคำสั่งออกไป” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการใช้กล้องซีซีทีวีนั้น การประชุมครั้งหน้าจะมีการแยกส่วนการประชุมเรื่องกล้องซีซีทีวีเฉพาะ เนื่องจากจะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์สำคัญในการพิสูจน์ทราบร่องรอยหรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อจะสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำ ดังนั้นนอกเหนือจากหน่วยงานส่วนราชการทั้งหลาย กทม. ทหาร ตำรวจ หรือหน่วยราชการต่างๆ ที่ติดกล้อง ซีซีทีวี ทาง ศอฉ.ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการในการติดตั้งกล้องซีซีทีวี เพื่อจะดูแลธุรกิจของท่านก็จะเป็นประโยชน์ในภาพรวมให้กับเจ้าหน้าที่ในการใช้ข้อมูลข่าวสารจากกล้องซีซีทีวี ตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆเพื่อไปเชื่อมโยงกับผู้สร้างสถานการณ์ นอกจากนี้ยังได้เน้นในเรื่องงานด้านการข่าว จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นป้องกันไม่ให้มีการสร้างสถานการณ์ได้ทันท่วงที ถ้างานด้านการข่าวประสบความสำเร็จเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นก็เบาแรง ทั้งนี้การประชุม ศอฉ. ในวันศุกร์ที่ 8 ต.ค.นี้ ได้เลื่อนมาในวันพฤหัสบดีที่ 7 ต.ค.แทน ในเวลา 16.00 น.

 ด้าน พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการรักษาความปลอดภัยในช่วงวันที่ 6-14 ต.ค.นี้ ที่มีการจัดกิจกรรม โดย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลจัดทำแผนในการปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อย กรณีที่กลุ่มต่างๆ จะมาชุมนุมในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ทั้งนี้การจัดทำแผนทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้นำบทเรียนการปฏิบัติในช่วงเวลาที่ผ่านมามาปรับแผนการปฏิบัติให้กระชับ และชัดเจน อะไรมีจุดโหว่ก็ปรับให้ชัดเจน โดยยึดถือในการปฏิบัติตาม ศอฉ. และ ผบ.ตร. ใน 5 ประเด็น คือ 1.การกำหนดกรอบในการปฏิบัติ โดยอาศัยข้อกำหนดข้อกฎหมายต่างๆ ว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้ และนำกรอบในส่วนนี้ไปเจรจาในการประสานงานกับกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมต่างๆ 2.การหลีกเลี่ยงวิธีการซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาบานปลาย หรือ ขยายวงให้เกิดความรุนแรง เพราะเกรงจะเป็นเงื่อนไขของกลุ่มมวลชนต่างๆ 3.การมุ่งเน้นในการควบคุมพื้นทีในการรักษาความสงบเรียบร้อย และให้เกิดความปลอดภัยตั้งแต่กลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนโดยทั่วไป 4.การดำเนินการเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมจัดกิจกรรมไปตามกรอบของกฎหมาย และ 5.การบังคับใช้กฎหมายโดยเป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็จะมีการเก็บรวบรวมหลักฐาน โดยการบันทึกภาพ และเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในพื้นที่ต่างๆ

 “การปฏิบัติงานจะเน้นงานด้านการข่าวในเชิงรุก เพื่อให้ประเมินสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวหาข่าว ประสานงานกับประชาคมข่าวทุกส่วนราชการ การเจรจา หรือพูดคุยกับแกนนำของกลุ่มต่างๆ ก็จะมีการดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่ง การประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกเพื่อให้ประชาชน และกลุ่มต่างๆ ได้รับทราบข้อกฎหมายที่ทาง ศอฉ.ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้การควบคุมพื้นที่ในการตรวจค้นชั้นนอกในการชุมนุม พื้นที่ชั้นในที่เข้ามามีการวางกำลังรักษาความปลอดภัยในจุดต่างๆ ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ในการจัดระเบียบในการใช้พื้นที่เพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมรุกล้ำเข้ามาบนพื้นผิวจราจร นอกจากนี้ฝ่ายสืบสวนกับฝ่ายสอบสวนจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสามารถดำเนินคดีได้เร็ว” พ.ต.อ.ปรีดา ระบุ

 พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่เป้าหมายในการจัดกิจกรรมมีอยู่ทั้งหมด 6 จุด จุดแรก คือวันที่ 6 ต.ค.2553 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นพื้นที่ปิด โดย สน.ท้องที่จะจัดกำลังดูแล จุดที่สอง คือในวันที่ 7 ต.ค.2553 เป็นจุดที่กลุ่ม พธม.จัดกิจกรรมทางศาสนาที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จุดที่สาม หลังจากที่กลุ่ม พธม.จัดกิจกรรมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ก็จะมีการย้ายสถานที่จัดกิจกรรมไปที่บ้านพระอาทิตย์ จุดที่สี่ คือ วันที่ 10 ต.ค.2553 จะมีการจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงค่ำ โดยจะเป็นวันที่มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก จุดที่ห้า อยู่บริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ส่วนจุดที่หก คือวันที่ 14 ต.ค.2553 จะเป็นวันครบรอบการรำลึกเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ก็จะมีการจัดกิจกรรมที่อนุสรณ์สถานบริเวณสี่แยกคอกวัว ซึ่งทั้ง 6 จุด ตำรวจจะแบ่งพื้นที่โซนรอบๆ ในการปฏิบัติเป็นชั้นๆ กำลังที่ใช้ทั้งหมดในช่วงวันที่ 6-14 ต.ค.2553 จำนวน 2,600 นาย ในการรักษาความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้ ศอฉ.ได้เน้นย้ำตำรวจว่าขณะนี้พื้นที่ใน กทม. เป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดจัดกิจกรรมในห้วงเวลาดังกล่าวให้ตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกัน สำหรับข้อบังคับล่าสุดได้ประกาศห้ามตั้งเวที และห้ามใช้เครื่องขยายเสียง โดยทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

 พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า เมื่อถามว่าพื้นที่ทั้ง 6 จุดมีพื้นที่ใดที่ล่อแหลมจะเกิดเหตุการณ์ พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า น่าจะเป็นวันที่ 10 ต.ค.ที่มีกิจกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่เช้าที่จัดกิจกรรมสองจุดไล่เลี่ยกันคือบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ของกลุ่มพันธมิตร และบริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ของกลุ่ม นปช. โดยจะวางกำลังควบคุมทั้งสองพื้นที่ ซึ่งรายงานทางด้านการข่าวระบุว่าจะมีการชุมนุมจนถึงค่ำแต่จะไม่ยืดเยื้อ และไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะยืดเยื้อ นอกจากนี้เราจะมีการตั้งจุดตรวจค้นในพื้นที่ชั้นนอก รวมถึงบริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 จะตั้งจุดตรวจค้นโดยรอบ ในเบื้องต้นมี 4 จุดรวมถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วย ซึ่งเป็นจุดตรวจค้นเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากกำลังไม่เพียงพอก็จะร้องขอกำลังทหาร

 เมื่อถามว่าที่ประชุม ศอฉ.มีการพูดถึงข่าวการตั้งค่าหัว 20 ล้านบาท นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่มีการพูดกัน ส่วนการขยายผลเรื่องการจับกุมชายชุดดำ 11 คนนั้น พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า ที่ประชุมไม่มีการพูดถึง รวมถึงการขยายผลนำตัวไปเป็นพยานที่ประชุมก็ไม่ได้พูดถึง รายละเอียดคงต้องถามผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

 ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้แถลงข่าวรายรายละเอียดในการจับกุมชายชุดดำ 11 คนไปแล้ว ถือว่าจบแค่นั้น ทั้งนี้ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้รับไปดำเนินการในการขยายผลเรื่องนี้ต่อว่าบุคคลดังกล่าวทำไมถึงไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และสอบสวนการจับกุมทั้ง 11 คน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รายงานมายังที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 เมื่อถามว่า แต่การจับกุมชายชุดดำทั้ง 11 คน มีการระบุว่าถูกว่าจ้างให้สังหาร นายเนวิน โดยมีค่าจ้างสูงถึง 20 ล้านบาท พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า “เรื่องนี้ผมไม่รู้ และเรื่องการตั้งค่าหัวจำนวน 20 ล้านบาทก็ยังไม่มีใครพูดซักคน เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้ได้ยินเพียงนายเนวิน พูดเรื่องดังกล่าวเพียงคนเดียวใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ใช่