ข่าว

รู้มากจนมาก

รู้มากจนมาก

05 ต.ค. 2553

คนยุคผมจบปริญญาตรีเริ่มทำงานด้วยเงินเดือนไม่เกิน 1,200 บาท แต่ก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยดี แถมยังมีเงินเก็บเอาไว้พอที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัวให้เติบโตได้อีกด้วย ต่างจากคนในยุคนี้ที่เริ่มต้นเงินเดือน สำหรับคนจบปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 10,000 บา

 สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนยุคผมแม้ว่าจะมีรายได้น้อย แต่ยังคงครองชีวิตเอาไว้ได้ด้วยดี  เป็นเพราะคนยุคผมรู้น้อยไม่รอบรู้กว้างขวางเทียบกับคนยุคนี้นั่นเอง คนยุคผมรับรู้เพียงแค่ว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ หรืออะไรที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้เท่านั้น ต่างจากคนยุคนี้สมัยนี้ที่รู้จักสิ่งต่างๆ มากขึ้น รู้ว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตดีมากกว่าชีวิตที่เป็นอยู่

 ตัวอย่างเช่น คนยุคผมรู้เพียงแค่ว่า มีโทรทัศน์หนึ่งเครื่องก็สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารของบ้านเมืองได้แล้ว หรือจะดูหนังดูละครก็ได้รสชาติที่ทำให้น้ำตาซึม คล้อยตามละครที่ดูได้เป็นอย่างดี ต่างจากคนยุคนี้ที่เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องรับโทรทัศน์จอโค้งของคนยุคผม ว่าไม่สามารถดูได้ชัดเจนแจ่มใสเท่ากับโทรทัศน์ในแบบจอแบน หรือยิ่งร้ายไปกว่านั้นอีกที่รู้สึกว่าอรรถรสเทียบไม่ได้ กับการดูจากจอแบบแอลซีดี หรือจอแบบพลาสม่า ทั้งที่เป็นละครเรื่องเดียวกันมีดาราคนเดียวกันแสดงนำ แต่ราคาค่าเครื่องรับโทรทัศน์ต่างกันมากกว่าสองเท่าตัว

 คนยุคผมรู้แค่ว่าการมีกางเกงยีนยี่ห้อลีวายส์ราคาหลักร้อยบาทต้นๆ ใส่สักตัวหนึ่งก็สุดแสนจะเท่แล้ว ในขณะที่คนยุคนี้ต้องเลือกสรรใส่รุ่นที่ทันสมัย ประเภทเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง ราคาตัวละมากกว่าหนึ่งพันบาท จึงจะสมกับการเอากางเกงยีนมาห่อก้นป้องกันการอุจาด

 คนยุคผมขอเพียงแค่มีรถยนต์ขับสักคันหนึ่ง ก็สามารถตะลอนๆ ไปได้ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นถนนลาดยางหรือถนนลูกรัง ในขณะที่คนยุคนี้ที่ต้องมีรถไว้ใช้งานให้เหมาะกับสภาพถนน จะไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพรก็ต้องใช้รถประเภท SUV จะไปเที่ยวชายทะเลกับครอบครัวก็ต้องเป็นรถแบบ MPV จะขับไปทำงานในชีวิตประจำวันต้องใช้รถ Sedan หรือเท่ากับว่าต้องมีรถไว้ใช้งานมากกว่าหนึ่งคันต่อคน

 คนยุคผมมีนาฬิกาเรือนเดียวใช้งานได้ตลอดเวลา แต่คนยุคนี้ต้องแยกแยะมากกว่านั้น นาฬิกาแบบนี้สำหรับเล่นกีฬาทางบก นาฬิกาแบบนี้สำหรับเล่นกีฬาทางน้ำ นาฬิกาแบบนี้สำหรับใส่ไปงานเลี้ยงระดับราตรีสโมสร ใส่นาฬิกาผิดประเภทผิดงานราวกับจะสร้างความอับอายขายหน้าให้ชีวิตเป็นยิ่งนัก  
 
 คนยุคผมมีรองเท้าผ้าใบนันยาง ตราช้างดาวคู่เดียว ใส่ไปเรียนหนังสือ ใส่ไปเตะฟุตบอล ใส่ไปเล่นบาสเกตบอล ใส่ไปเที่ยวในวันหยุดด้วยนันยางคู่เดียว ต่างจากคนยุคนี้ที่ต้องเลือกใส่ให้ถูก เล่นฟุตบอลบนสนามหญ้าต้องใส่แบบหนึ่ง เล่นฟุตซอลในร่มบนพื้นปาร์เกต์ก็แบบหนึ่ง เล่นฟุตซอลบนพื้นปูนหรือพื้นยางก็ต้องเลือกรองเท้าต่างกันออกไป

 สรุปว่าคนยุคนี้สมัยนี้เรียนรู้ว่าต้องเลือกเครื่องใช้แต่ละชนิดให้เข้ากับกิจกรรมที่ต้องทำ จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ประจำตัวมากชิ้นขึ้นกว่าคนยุคผม เอาเฉพาะรองเท้าก็ต้องมีคนละสามสี่คู่ ในขณะที่คนยุคผมมีเพียงแค่รองเท้าหนัง กับรองเท้าผ้าใบอย่างละหนึ่งคู่ก็เพียงพอแล้ว คนยุคนี้ที่มีความรู้มากขึ้นจึงมีรายจ่ายมากขึ้น มากกว่าคนยุคผมที่รู้น้อยจึงไม่ต้องหาอุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมากเท่ากับคนยุคนี้ คนยุคใหม่รู้เรื่องมากกว่าคนยุคผม ค่าใช้จ่ายจึงมากกว่า ทำให้จนมากกว่าคนยุคผมด้วยประการฉะนี้แล

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ