ข่าว

 มีบางอย่างที่รอนายกสุดหล่อของเราที่บรัสเซลส์

มีบางอย่างที่รอนายกสุดหล่อของเราที่บรัสเซลส์

05 ต.ค. 2553

ครับผมความจริงก็คงมีหลายอย่างเลยละครับที่รอทั่นนายกฯ สุดหล่ออยู่ที่มหานครบรัสเซลส์ นครหลวงของราชอาณาจักรเบลเยียม และยังเป็นนครหลวงของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นสถานที่ในการจัดงานการประชุมสุดยอดที่เรียกว่า "อาเซม ครั้งที่ 8" (Asia-Europe Meeting)

ซึ่งเป็นการประชุมที่จัดกันทุกสองปีสลับกันระหว่างเจ้าภาพเป็นประเทศในสหภาพยุโรป กับประเทศในเอเชีย ซึ่งพูดง่ายๆ ประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก แล้วก็เอเชียใต้ นั่นแหละครับ (เรียกง่ายๆ ว่างานประชุมผู้นำของเอเชียกับยุโรป)

 แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่รอทั่นนายกฯ สุดหล่อก็คือผมเองครับ เพราะกว่าทั่นจะมาถึงผมก็เตรียมตัวกลับแล้ว เนื่องจากงานประชุมของผมที่เรียกว่างานประชุมประชาชนเอเชียกับยุโรป (Asia-Europe People's Forum : AEPF-8) นั้นก็ใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที (ขอขอบพระคุณมูลนิธิศักยภาพชุมชน และมูลนิธิ 11.11.11 สำหรับการสนับสนุน) การประชุมประชาชนเอเชีย-ยุโรป แทบจะเรียกว่าเป็นเวทีหนึ่งในสามเวทีคู่ขนาน ซึ่งรวมไปถึงเวทีภาคธุรกิจ และความร่วมมือกันในระดับรัฐสภาของแต่ละประเทศ ซึ่งแต่ละเวทีก็มีการเตรียมการเพื่อทำให้การประชุมระหว่างผู้นำของเอเชียกับยุโรปนั้นมีความหมายและมีสาระสำคัญที่รอบด้านมากขึ้น

 เรื่องที่น่าสนใจก็คือ เมื่อลองพิจารณาข่าวจากเมืองไทยแล้ว กลับพบว่าข่าวการเตรียมการการประชุมของทั่นนายกฯ รูปหล่อของเราที่เบลเยียมนั้นดูจะเป็นคนละเรื่องกับการที่ภาคประชาชนของสองทวีปเขาเตรียมการรอรับการประชุมผู้นำโลกแทบจะทุกด้าน ก็เลยไม่รู้ว่ารัฐบาลไทยและสังคมไทยนั้นมีความเข้าใจเรื่องการประชุมครั้งนี้อย่างไรกันแน่

 อย่างกรณีของข่าวในประเทศไทยนั้น จากที่สำรวจก็พบว่ามีการพูดถึงเรื่องราวสำคัญสามด้านกว้างๆ อย่างแรกก็คือเรื่องร่างการประชุมครั้งที่กระทรวงต่างประเทศของไทยตามมติ ครม. ซึ่งเน้นไปที่การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปในการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกทั้งระยะสั้นและระยะยาว และการปฏิรูปโครงสร้างของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างอาเซม และที่ประชุมกลุ่มประเทศจี 20 ที่หมายถึงประเทศที่ทรงอำนาจสูงสุดที่จะประชุมที่เกาหลีใต้ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ในข่าวดังกล่าวนั้นสาระสำคัญที่คนในประเทศเป็นห่วงน่าจะเป็นเรื่องที่ว่าแถลงการณ์ที่นายกฯ จะไปลงนามนั้นไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา190 (ข่าวสด)

 ส่วนด้านที่สองนั้น ข่าวให้ความสำคัญกับความมั่นคงในประเทศ ภายหลังจากความรุนแรงในการก่อวินาศกรรม โดยจะเป็นข่าวว่าด้วยเรื่องของการมอบหมายให้รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงรักษาราชการแทน (ข่าวสด) และในด้านที่สามนั้นเป็นเรื่องของการจะพบกันระหว่างนายกฯ สุดหล่อ และฮุน เซน ในการประชุมดังกล่าว (เนชั่น) เห็นจะมีแต่บทวิเคราะห์เล็กๆ ของโพสต์ทูเดย์นั่นแหละครับ ที่แหวกกระแสหน่อย เพราะวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจว่าเรื่องหลักในครั้งนี้ก็คือการที่อียูพยายามจะทำข้อตกลงการค้าเสรีเรียงประเทศโดยเฉพาะกับไทย และนายกฯ ไทยจะได้มีโอกาสอธิบายกับประธานอียูเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองของไทย

 ส่วนในการประชุมในส่วนภาคประชาชนนั้น ก็จะขอบอกข้อสอบกับทั่นนายกฯ สักหน่อยว่าเขาคุยกันในสี่เรื่องหลักก็คือ เรื่องของผลกระทบของการค้าเสรีที่มีต่อประชาชน และจะทำอย่างไรภายใต้แรงผลักดันเรื่องนี้ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศ แต่เป็นเรื่องของแรงผลักดันจากธุรกิจข้ามชาติ เรื่องที่สองก็คือเรื่องของการพูดถึงการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานที่จะต้องพัฒนาไปสู่เรื่องของการทำให้แรงงานมีค่าจ้างที่ดูแลชีวิตและครอบครัวของเขาได้อย่างมีศักดิ์ศรี (แทนการพูดเรื่องแรงงานขั้นต่ำ) และสามก็คือเรื่องของความมั่นคงทางด้านอาหาร และในส่วนที่สี่ก็คือเรื่องของความยุติธรรมในเรื่องของการบริหารจัดการโลกร้อน

 สำหรับประเด็นเรื่องประชาธิปไตยนั้น ภาคประชาชนเห็นว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งของกลไกการป้องกันทางสังคมสำหรับผู้คน ดังนั้นประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องของสถานะที่จะถูกมอบให้โดยผู้นำเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข แต่หมายถึงการสร้างกลไกที่ทำให้คนที่เสียเปรียบนั้นสามารถเข้ามากำหนดเนื้อหาการพัฒนาและควบคุมกระบวนการพัฒนาได้ ณ บัดนี้ต่างหาก

 เอาเป็นว่าถ้าอยากแสดงวิสัยทัศน์ว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ก็คงต้องลองเตรียมตัวพูดคุยกับตัวแทนภาคประชาชนในระดับโลกที่เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการคู่แฝดปฏิรูปแบบของบ้านเราดูบ้างก็จะเป็นมันครับ