
ผบ.สส.มอบ3เหล่าทัพนำแนวศก.พอเพียงปฏิบัติงาน
ผบ.สส.มอบนโยบาย 3 เหล่าทัพหนุนชาติปรองดอง-หยุดแตกแยก ทำทหารเป็นสถาบันหลักเทิดทูนสถาบัน เน้นถวายรปภ.ราชวงศ์-บุคคลสำคัญ กำชับเหล่าทัพใช้งบจัดซื้ออาวุธต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพิ่มศักภาพกองทัพป้องกันภัยความมั่นคงตามแนวชายแดน
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 4 ต.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พ.อ.สิทธิชัย มากกุญชร โฆษกกองทัพไทย แถลงผลการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งที่ 1 / 54 ที่มี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในการประชุมว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบนโยบายแต่ละด้านให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเพื่อเป็นแนวทางให้กับกำลังพลนำไปปฏิบัติในห้วงปีงบประมาณ 2554 ในด้านกำลังพลนั้น กองทัพไทยซึ่งเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงของประเทศในการพิทักษ์รักษา เอกราช อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ดังนั้น กำลังพลทุกนายจะต้องยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในด้านการพัฒนากำลังพลเพื่อให้มีประสิทธิภาพและมีความพร้อมทั้งในทุกสถานการณ์จะต้องให้การศึกษาจัดการฝึกอบรมบุคลากรของกองทัพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง และให้ดำรงอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและกระแสพระราชดำรัส เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
พ.อ.สิทธิชัย กล่าวว่า ในด้านกำลังพลนั้น เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันงานการข่าวเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับงานด้านความมั่นคง เพราะจะทำให้เรารู้เท่าทันเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับตัวบุคคลและองค์กร ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องบูรณาการงานด้านการข่าว หรือข่าวกรอง และสิ่งที่ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เน้นย้ำก็คือเรื่องงานถวายการรักษาความปลอดภัยของพระราชวงศ์ทุกพระองค์ การรักษาความปลอดภัยทั้งบุคคล เอกสารและสถานที่อย่างเข้มงวด โดยขอให้ความสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถกำลังพลและยุทโธปกรณ์ด้านการข่าวให้สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้ข่าวได้อย่างถูกต้องและทันเวลา นอกจากนี้ยังขอให้เพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือในการรักษาความมั่นคงกับต่างประเทศซึ่งใช้วิธีการทางการทูตโดยฝ่ายทหาร ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมาธิการการทหารของอาเซียน ซึ่งจะเป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพของประเทศในกลุ่มอาเซียน
โฆษกกองทัพไทย กล่าวว่า ทางด้านยุทธการนั้น ปัจจุบันกองทัพไทยสามารถปฏิบัติภารกิจตามขอบเขตความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่น่าเกรงขามต่ออริราชศัตรู เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของนานาอารยประเทศ กองทัพไทยจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาอธิปไตย และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งเส้นทางคมนาคมทางทะเล และห้วงอากาศ ให้มีความพร้อมตั้งแต่ยามปกติโดยเน้นย้ำในเรื่องการฝึกร่วม/ผสมระหว่างเหล่าทัพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมิตรประเทศ ซึ่งในปีนี้ให้สามารถฝึกร่วมผสมกับกองทัพประเทศมาเลเซียเพื่อขยายผลไปสู่การฝึกร่วม และผสมกับประเทศในอาเซียนต่อไป
“ส่วนการวางกำลังป้องกันชายแดนจะมีการปรับการวางกำลังของกองกำลังป้องกันชายแดนให้มีความเหมาะสม และให้ส่งเสริมบทบาท รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของตำรวจตระเวนชายแดนในการปฏิบัติภารกิจซึ่งกองทัพจะให้การสนับสนุนทุกโอกาส ในส่วนของระบบสายการควบคุมบังคับบัญชากองทัพไทยจะต้องทำหน้าที่ทั้งฝ่ายอำนวยการ และสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม และนำไปสู่ระบบการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้กองทัพสามารถสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมทั้งปัญหาที่สำคัญๆ ของชาติ นอกจากนี้ สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กองทัพไทยและได้แสดงศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับของสหประชาชาติคือ การส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาสันติภาพร่วมกับกองกำลังนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังเฉพาะกิจ 980 ไทย/ดาร์ฟูร์” โฆษกกองทัพไทย กล่าว
พ.อ.สิทธิชัย กล่าวว่า ด้านส่งกำลังบำรุง เนื่องจากภารกิจของกองทัพในปัจจุบันมีมากมายซึ่งจะต้องพัฒนากำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้มีความพร้อมในทุกเมื่อ การพัฒนาระบบการส่งกำลังบำรุงต้องมีการเตรียมพร้อมโดยฝึกร่วมกับเหล่าทัพ และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนำมาสู่การส่งกำลังบำรุงร่วมเพื่อให้สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสยุติธรรม ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือมีการยื่นอุทธรณ์ภายหลัง และสิ่งที่ได้เน้นย้ำอีกก็คืออยากให้กองทัพพึ่งพาตนเองได้ โดยให้สนับสนุนการผลิตและนำผลผลิตทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กองทัพ
“ด้านกิจการพลเรือน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดต้องการให้กองทัพเป็นแบบอย่างในการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนปกป้อง พิทักษ์ รักษาและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธ.ค.54 ให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ รณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนปกป้อง รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังต่อเนื่องให้เป็นไปตามแนวทางที่ได้พระราชทานไว้ การส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความปรองดองของคนในชาติ เพื่อหยุดวิกฤตความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้การให้การช่วยเหลือ สนับสนุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ ให้ทันท่วงที โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเน้นย้ำการให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ การบูรณาการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ” โฆษกกองทัพไทย กล่าว
พ.อ.สิทธิชัย กล่าวว่า ด้านงบประมาณ ให้ทุกหน่วยดำเนินการด้านงบประมาณให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ประหยัดและคุ้มค่า ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ที่เน้นย้ำมากๆ คือ เรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต และโปร่งใสในทุกขั้นตอนด้านการสื่อสาร อย่างที่ได้เน้นย้ำแล้วว่ากองทัพจะต้องมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อมและทันสมัย ดังนั้น จะต้องพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาของกองทัพไทยควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขีดความสามารถของกำลังพลและงบประมาณที่มีอยู่



