
นพดลท้าเนวินงัดหลักฐานสั่งฆ่าจตุพรเบรกปรองดองพท.
นพดล ท้า "เนวิน" งัดหลักฐานทักษิณสั่งฆ่า ยัน แม้ว ไม่แค้นลูกน้องเก่า เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท พร้อมให้รางวัล 5 แสนหาหลักฐานโชว์ได้ ไล่ เสธ.หนั่น" ตกผลึกก่อนพบแม้ว "จตุพร" เบรก "ปลอดประสพ" เสนอ 5 ก้าวข้ามอุปสรรคการปรองดอง "เสธ.หนั่น"พบสว.แจงแนวทางปรองดอง
(4ต.ค.) นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยระบุว่าในงานวันเกิดของตนเองว่า อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณหยุดทำร้ายประเทศไทยรวมทั้งระบุมีนายเก่าของนายเนวินได้ว่าจ้างฆ่านายเวินด้วยเงิน 20 ล้านบาท ว่า การออกมาพูดลักษณะดังกล่าวของเนวินนั้น เป็นการจินตนาการ ใส่ร้ายป้ายสีให้สังคมเข้าใจว่านายเก่าที่นายเนวินหมายถึงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเมื่อเช้านี้(4 ต.ค.)ตนได้คุยโทรศัพท์กับพ.ต.ท.ทักษิณและรายงานให้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว
และพ.ต.ท.ทักษิณได้ยืนยันผ่านตนมาว่า ไม่มีความคิดที่จะแก้แค้นนายเนวินจนถึงขั้นลอบสังหาร และท่านมองว่าขณะนี้ชัดเจนว่ามีกลุ่มนักการเมืองในรัฐบาลบางคนได้ประโยชน์จากการที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง และทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการปรองดอง ดังนั้นจึงของท้าให้นายเนวินนำหลักฐานออกมาและระบุให้ชัดเจน แต่ในฐานะฝ่ายกฎหมายส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะดำเนินการฟ้องร้องนายเนวินเนื่องจากการออกมาพูดดังกล่าวเข้าองค์ประกอบของข้อหาหมิ่นประมาทมีความผิดทางอาญาที่นายเวินจะต้องไปรับผิดชอบคำพูดตัวเอง ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วกรณีของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และพล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. นอกจากนี้ส่วนตัวตนก็ขอท้าว่าหากใครนำหลักฐานว่าพ.ต.ท.ทักษิณสั่งฆ่านายเนวินมาให้ก็จะมอบเงินสดให้จำนวน 5 แสนบาท
นายนพดล กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีข่าวว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมจะเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหารือเรื่องการปรองดองนั้น เท่าที่สอบถามขณะนี้ทั้งพล.ต.สนั่นและพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้พูดคุยกันแต่พ.ต.ท.ทักษิณได้ยืนยันมาตลอดว่า สนับสนุนในแนวทางการปรองดองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน แต่ขอให้พล.ต.สนั่นไปตกผลึกความคิดมาก่อนเพราะดูเหมือนในรัฐบาลเองก็ยังคัดค้านในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ให้น้ำหนักการออกมาเคลื่อนไหวของพล.ต.สนั่น นายนพดล กล่าวว่า ไม่ได้ให้น้ำหนักแต่มองว่าพล.ต.สนั่นต้องไปตกผลึกดูว่า แนวทางการปรองดองจะออกมาในรูปแบบใด และเป็นการดำเนินการที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันหรือไม่
จตุพรเบรกปลอดประสพเสนอ5ก้าวข้ามอุปสรรคปรองดอง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางก้าวพ้นอุปสรรคการปรองดอง ว่า เรื่องนี้คงจะได้พูดคุยกันมากขึ้น เพราะความเป็นพรรคเพื่อไทยควรจะต้องระมัดระวังในท่วงทำนอง ตนไม่ได้ติดใจเรื่อง 5 ประเด็นแต่ให้มีการเพิ่มประเด็นเรื่องคนตาย คนเจ็บ กุมขัง ที่จะเป็นประเด็นสาธารณะแต่พรรคเพื่อไทยควรจะระมัดระวังในการกำหนดย่างก้าวของตัวเอง เราไม่มีเหตุผลที่จะพาส.ส.ไปพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เพราะนายอภิสิทธิ์ถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยมีการไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าบงการจ้างวานฆ่าประชาชน
เพราะฉะนั้นการปรองดองควรระวังว่าจะไปปรองดองกับคนที่ประชาชน ญาติคนตาย ผู้บาดเจ็บไปแจ้งความว่าบงการฆ่าประชาชนหรือไม่ วันนี้ควรจะมีคนกลางเป็นตัวกลางมากกว่าการไปพบกับคนที่ประชาชนได้แจ้งความดำเนินคดีเอาไว้ ซึ่งประเด็น 5 ข้อพวกตนไม่ขัดข้องที่จะเกิดการปรองดอง เพราะได้พูดกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ รองนายกฯว่าทุกอย่างถ้าจะปฏิบัติกับคนเสื้อแดงอย่างไร ก็ควรปฏิบัติกับรัฐบาลที่เข่นฆ่าประชาชนอย่างนั้น ดังนั้นท่วงทำนองวันนี้ควรระมัดระวังไม่ให้ประชาชนเสียความรู้สึก ไม่มีใครปฏิเสธการปรองดองแต่ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปพบนายอภิสิทธิ์ แต่ควรมีเวทีโดยคนกลางทำการตกลงกันทั้งสองฝ่าย เพราะเชื่อว่าส.ส.ก็ระมัดระวังในการกำหนดจังหวะย่างก้าวเพราะประชาชนในแต่ละจังหวัดมีการตาย สูญหายไปมากมายเหลือเกิน ถ้าตนได้เจอตนก็จะบอกว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องวิ่งไปหานายอภิสิทธิ์ คนที่ต้องร้อนกว่าพรรคเพื่อไทยคือนายอภิสิทธิ์ที่จะต้องตกเป็นจำเลยของศาลโลกอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เมื่อถามว่าได้เจอนายปลอดประสพหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้เจอ และเข้าใจว่าเป็นเจตนาดีของนายปลอดประสพ แต่ท่วงทำนองการระมัดระวังการดูแลความรู้ระหว่างกันเป็นเรื่องเป็นสำคัญ ซึ่งตนเชื่อว่าปราถนาดีที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า แต่การเมืองมันไม่เหมือนสูตรคูณ การเมืองมีตัวแปรปัจจัยมากมาย โดยเฉพาะความรู้สึกของความสูญเสียที่เกิดขึ้น เหมือนที่ตนบอกว่าจะปรองดองในมิติใดก็ตามจะต้องไม่ละเลยการตาย การบาดเจ็บและสูญหาย ดังนั้นการรักษาอารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นสำคัญ และเชื่อว่าประชาชนได้สะท้อนผ่านนักการเมืองมาเป็นจำนวนมากแล้ว ดังนั้นควรมีคนกลางที่จะมาเป็นตัวกลางไม่ใช่พรรคเพื่อไทยเดินไปทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นเจ้านายของพรรคเพื่อไทยและพรรคเพื่อไทยอยู่ฝ่ายประชาชนที่ถูกฆ่า ทุกอย่างจะยุติไม่ได้หากละเลยคนตายและบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การปรองดองที่นายปลอดประสพเสนอเป็นเรื่องที่ดีแต่รายละเอียดจะต้องมาคุยกัน
เมื่อถามว่า คนกลางใช่พล.ต.สนั่นหรือคนใหม่ นายจตุพร กล่าว่า ใครก็ได้แล้วไปเจอในสถานที่เป็นกลางเพราะ ฉะนั้นท่วงทำนองของพรรค ตนเชื่อว่าก็คงจะมีการแลกเปลี่ยนกัน จะต้องหาจุดที่ลงตัวและประชาชนรับได้ เพราะพรรคควรคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า มากกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อถามว่านายปลอดประสพอาจเป็นห่วงความรู้สึกของคนกรุง นายจตุพร กล่าวว่า ตนคิดว่าคนกรุงเข้าใจ ซึ่งเราไม่ได้เรียกร้องจนสุดโต่ง เพียงแต่ขั้นตอนต่างๆพรรคเพื่อไทยควรมีเกียรติยศมีศักดิ์ศรีเหมือนกันและเป็นพรรคการเมืองลำดับที่หนึ่ง ที่ประชาชนก็คาดหวังว่าจะเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ดังนั้นการดำเนินการอะไรที่ประชาชนไม่สบายใจก็ควรระมัดระวัง จะต้องรักษาน้ำใจคนที่มีความสูญเสีย เพราะวิธีการแสดงความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นท่วงทำนองที่ยังไม่เป็นมิตร มีทัศนคติใส่ร้ายคนตายกันอย่างนี้ ชาตินี้ทั้งชาติก็ปรองดองไม่ได้อยู่ดี เพราะการปรองดองจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ต้องให้เกียรติกัน
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยควรตกผลึกความคิดก่อนหรือไม่ ก่อนเสนอปรองดอง นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้คำว่าปรองดองนั้นอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ได้ปรองดองจริงแต่เขาใช้เรื่องนี้เป็นเกมการเมือง ซึ่งตนเข้าใจว่านายปลอดประสพเจตนาดี แต่ทางการเมืองมนุษย์ที่เป็นนักการเมืองมีความร้ายกาจกว่าคนธรรมดา ยังมีมารยา และลึกลับซับซ้อน มีเหลี่ยมคูทางการเมือง เมื่อพรรคเพื่อไทยอยู่ฝ่ายเสียหาย คนที่ร้อนรุ่มควรเป็นฝ่ายฆาตรกร ไม่ใช่เรา จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะต้องไปก้มหัวให้นายอภิสิทธิ์
ต่อข้อถามว่าจะตกเป็นจำเลยในศาลโลกไม่กี่วันจะเตรียมความพร้อมอย่างไร นายจตุพร กล่าวว่า ทางสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมจะเร่งคดีในเดือน ต.ค. และได้สื่อสารมายังตนว่าช้าสุดเต็มที่ก็ไม่เกิน 15 พ.ย. ทุกอย่างมีความคืบหน้ามาก เพราะเขาทำอย่างมืออาชีพจริงๆ
เมื่อถามว่าจะเอาผิดกับใครบ้าง นายจตุพร กล่าวว่า นายอภิสิทธ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นตัวยืนส่วนคนอื่นๆจะชี้แจงรายละเอียดทีหลัง ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือศาลโลก นายจตุพร กล่าวว่า เขาคงจะใช้ทุกกระบวนแต่ในขณะนี้จะพุ่งเป้าไปที่ศาลโลก ส่วนทีมกฎหมายที่ดำเนินการนั้น ได้ใช้มืออาชีพในการรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด เชื่อว่าจะเป็นหลักฐานและมีน้ำหนัก สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้
"เสธ.หนั่น"พบสว.แจงแนวทางปรองดองเตรียมนัดพบ ผบ.เหล่าทัพ - ชายชุดดำ
ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ทางการเมือง วุฒิสภา ที่มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธาน โดยการประชุมครั้งนี้พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาร่วมประชุมเพื่อชี้แจงถึงแนวทางการในการสร้างความปรองดองให้กับวุฒิสภาได้รับทราบ
พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ได้ติดตามการเมืองมา 30 ปีแล้วได้มองเห็นการเมืองว่า 4-5 ปีที่ผ่านมาคนไทยด้วยกันมีแต่ความขัดแย้งและเรื่องที่ต้องเข่นฆ่ากันเอง เราติดตามมาตั้งแต่ก่อนปฏิวัติพ.ศ. 2549 จนมาถึงทุกวันนี้ความขัดแย้งทั้งหลายยังเกิดขึ้นเริ่มจากนักการเมืองเป็นต้นเหตุทั้งทางความคิดทางอุดมการณ์ ทั้งหมดมาจากนักการเมืองและกระจายไปสู่ประชาชนที่มีความเชื่อในอุดมการณ์ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกิดการต่อสู้กันขึ้นมาหลายครั้ง นับตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 มีคนคิดเห็นบาดหมางกันทำให้เกิดการสูญเสียมากมาย ตนมาคิดเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนอายุครบ 75 ปีพอดีตัวเองอยู่มานานแล้วน่าจะเลิกความโกรธแค้นทุกคนได้แล้วและนึกว่าต้องให้อภัยกับทุกคน และใครที่โกรธแค้นตนอยู่ก็ขอให้ยกโทษด้วย คิดว่าถึงเวลาที่เราต้องจับมือกันเดินหน้าปรองดองให้ได้ พยายามจะสร้างทางเดินไปสู่ความปรองดอง
"ขอถามท่านกรรมการทุกท่านในที่นี้ว่ามีความจริงใจหรือไม่ที่จะสร้างความปรองดอง ขอร้องว่าอย่ามีเงื่อนไขและผมจะเก็บความเห็นของแต่ละกลุ่มมาประมวลรวบรวมและหาจุดกึ่งกลางที่ดีสุดให้ทุกกลุ่มอีกครั้งหนึ่งเพื่อเดินไปร่วมกัน" พล.ต.สนั่น กล่าว
จากนั้น ได้มีการเปิดโอกาสให้ส.ว.ได้ซักถามถึงรูปธรรมและกรอบเวลาในการสร้างความปรองดอง โดยนายศิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ความเสมอภาคเป็นหลักประชาธิปไตยที่สำคัญ ในฐานะที่พล.ต.สนั่น นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) คิดว่านายกฯในฐานะหัวหน้าครม.จึงอยากถามว่านายกฯเอาจริงแค่ไหนในการสร้างความปรองดอง รูปธรรมอย่างหนึ่งที่คณะกรรมการของเรา คือ อยากเห็นการยกเลิกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพราะเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ และถ้าเราจะปรองดองลำพังนักการเมืองนอกและในระบบมันไม่พอแต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนด้วย ตรงนี้รัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้แค่ไหน
พล.ต.สนั่น ตอบว่า ตนมาทำหน้าที่นี้ในนามส่วนตัวไม่ใช่ในนามครม.หรือพรรคการเมือง เบื้องต้นต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน ตนมาด้วยตัวเองคิดเองทำเองและมีทีมงานของตนเอง จึงไม่สามารถตอบในฐานะครม.ได้ ส่วนความรู้สึกของนายกฯคิดว่าท่านมีความคิดตรงกับตน มีใจเดียวกับตน เราเคยอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาพอสมควร ส่วนครม.ตนไม่ทราบทุกคนมีความเห็นอย่างไร แต่ถ้าทุกคนมีใจปรองดองก็สามารถเข้าสู่ถนนที่ตนทำเอาไว้ได้เพื่อไปสู่จุดหมายเดียวกัน สำหรับการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินคงตอบให้ไม่ได้เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน อย่างไรก็ตาม คิดว่าการปรองดองมีความจำเป็นต้องเริ่มจากนักการเมืองก่อนเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจได้
"ตอนนี้การเดินทางของผมเพิ่งเริ่มเท่านั้นเริ่มไปเพียงได้ 3 ก้าวยังไม่พอใจเท่าใด เอาไว้ถึงก้าวที่เก้าก่อนถึงจะตอบได้คุ้มหรือไม่คุ้ม ประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าถามว่าเสียใจน้อยหรือไม่ตอบได้เลยว่าไม่เสียใจไม่น้อยใจ เพราะตอนนี้ประชาชนเริ่มให้การตอบรับแล้ว" พล.ต.สนั่น กล่าว
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ส.ว.สรรหา ในฐานะรองประธานฯ ถามว่า ตอนนี้สังคมเริ่มเกิดความสงสัยว่ามีการเมืองแอบแฝงหรือไม่ ทั้งนี้ขอถามว่าการสร้างความปรองดองต้องใช้เวลานานและระยะยาว ท่านเองจะมีกำลังหรือไม่ และการทำแบบนี้เป็นการหวังถึงตำแหน่งนายกฯหรือไม่ นอกจากนี้การที่ประกาศว่าจะต้องคุยกับคนที่อยู่ต่างประเทศและการคุยอย่างเป็นทางการกับนายกฯ
พล.ต.สนั่น ชี้แจงว่า เรื่องกำลังที่จะเดินหน้าไปคิดว่าอยู่ที่การให้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อร่วมจุดเทียนให้แสงสว่างกับสังคม ตนเองเตรียมจะไปพบภาคเอกชนเพื่อให้สนับสนุนแนวทางปรองดองทางใดทางหนึ่งแต่ละบริษัททั้งหลายต้องมาช่วยกัน พรุ่งนี้(5 ต.ค.)จะทำหนังสือไปถึงมหาเถรสมาคมเพื่อให้พระช่วยเทศน์เกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ถ้าทำได้อย่างนี้มีกำลังพอแน่นอน
"ส่วนการไปพบคนที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าผมสามารถทำให้ประเทศเราเข้าใจตรงกันได้เมื่อไหร่คงจะเว้นการไปพบคนนั้นไม่ได้ เรื่องตำแหน่งรองนายกฯเรื่องเล็ก ผมไม่แยแสเลย ผมไม่เป็นนายกฯ ถ้าผมทำแล้วใครจะเป็นและสร้างความปรองดองได้ผมสนับสนุนเต็มที่" พล.ต.สนั่น กล่าว
นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง กล่าวว่า อยากสอบถามเกี่ยวกับกรอบเวลาในการทำงานเพราะเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้โดยเฉพาะในเดือนต.ค.นี้เริ่มมีกระแสข่าวค่อนข้างหนาหูว่าจะเกิดความวุ่นวาย
พล.ต.สนั่น กล่าวว่า เรื่องของเวลาคิดว่าตนเองได้เดินทางลัดที่สุดแล้ว ถ้าเราเดินกว้างๆไม่มีจุดหมายคงใช้เวลานาน ซึ่งสัปดาห์นี้ได้คุยกับฝ่ายทหารโดยได้นัดกับรมว.กลาโหมและผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพเพื่อหารือถึงแนวทางนี้เช่นกัน และจะเดินทางไปพบกับทุกสีรวมไปถึงสีดำ ซึ่งคิดว่าเป็นทางที่ลัดที่สุดแล้วแต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่คงไม่สามารถตอบได้
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตอนนี้มวลชนเริ่มมีความติดเห็นของตัวเอง ดังนั้น การคุยกันที่มีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องคงต้องใช้เวลานานมาก ในฐานะที่อยู่ในวงสนทนาเมื่อครั้งที่พล.ต.สนั่นได้ไปพบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คิดว่าคงไม่มีใครเดินออกมาแบบพล.ต.สนั่นได้ เพราะท่านเองมีความสนิทสนมกับทางผู้นำเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นการหวังถึงตำแหน่งนายกฯหากเกิดการยุบพรรคประชาธิปัตย์
"คิดว่าปัญหาของพล.ต.สนั่น คือ การหารือกับนายกฯว่าจะทำอย่างไรเช่นเดียวกับกรณีการพบกับอดีตนายกฯทักษิณ หรือการไปพบกับคนเสื้อดำ ซึ่งคนเสื้อดำถือว่าล่อแหลมมากเพราะไม่ทราบว่าจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลหรือไม่ ดังนั้น การเดินหน้าเข้าหาสีดำล่อแหลมต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐของท่านเป็นอย่างมาก และที่สำคัญ คือ ยิ่งกระบวนการปรองดองเดินหน้าไปมากเท่าไหรแต่กลับพบว่ามีเหตุการณ์ระเบิดมากขึ้น" นายคำนูณ กล่าว
พล.ต.สนั่น กล่าวว่า เสื้อดำไม่ได้หมายถึงผู้ร้ายอย่างเดียว แต่หมายถึงกลุ่มอดีตทหารพราน และเป็นกลุ่มที่ถูกสงสัยกับสังคมโดยรวม ทั้งนี้คิดว่าถ้ากระบวนการเดินหน้าสร้างความปรองดองมีความคืบหน้าปัญหาระเบิดน่าจะลดลง ส่วนเรื่องตำแหน่งไม่มีปัญหาพร้อมจะลาออกเพราะก่อนหน้านี้เคยจะลาออกมาแล้ว 3 ครั้งแต่นายกฯได้ห้ามเอาไว้
“ประยุทธ์”เตรียมเชิญบก.สื่อคุยปลายเดือนต.ค.นี้
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลังการประชุมผบ.เหล่าทัพว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกท่านใหม่จะมอบนโยบายให้กับกำลังพลของกองทัพบก ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก และการประชุมในระดับผุ้บังคับกองพัน ในวันที่ 6 ต.ค.นี้ ซึ่งหลังจากนั้น ท่านมีนโยบายว่าจะเรียนเชิญบรรณาธิการสื่อมาพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนคติ จะได้มีโอกาสแลกแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่อกัน และชี้แจงเรื่องต่างๆ รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ ผบ.ทบ.จะทำงานร่วมกับกองทัพบก ในส่วนงานนี้ สลก.ทบ.จะประสานไปยังสำนักข่าวโดยตรงทั้ง ทางทีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ ท่านมีความประสงค์รับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสื่อ คาดว่าจะนัดหมายได้ประมาณปลายเดือน ตุลาคมนี้



