
"จาตุรนต์"แนะแก้วิกฤตการเมืองตั้งสสร.แก้รธน.
"จาตุรนต์"แนะทางออกวิกฤตการเมืองให้ตั้งสสร.แก้รธน.บางมาตรา พร้อมเสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่มาจากทุกพรรคการเมือง แต่พท.-ปชป.นั่งร่วมเป็นรัฐบาล ระบุคำชี้แจงของ"ปรีย์-สุรยุทธ์"สอดคล้องกัน ทำให้มั่นใจแผนล้ม"ทักษิณ"ที่"พัลลภ"ระบุเป็นเรื่องจริง ส.ว.จัดสัมม
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 30 มี.ค. ที่โรงแรมปริ้นพาเลส หลานหลวง นายจตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวแถลงข่าวถึงทางของออกความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าเช้ามืดของในพรุ่งนี้จะมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ตนขอเรียกร้องว่าอย่าได้มีการดำเนินการอย่างที่ข่าวออกมาเลย ทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหาวิกฤติที่มีความรุนแรงขึ้นทุกวัน คือ ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อนำไปสู่กรตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง
ส่วนผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลชั่วคราวในช่วงที่มีแก้รัฐธรรมนูญก็ขอให้นักการเมืองมาจากทุกพรรค โดยนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ส่วนการเปิดเผยข้อมูลของพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และนายปรีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นักสื่อสารมวลชนอาวุโส รวมทั้งการชี้แจงของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องค์มนตรี ที่ออกมาชี้แจงนั้น ซึ่งเห็นชัดได้ว่าคนทั้งหมดให้การสอดรับกัน จนเชื่อได้ว่ามีการวางแผนดังกล่าวกันจริง เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการฟ้องร้องพล.อ.พัลลภเลย
ส.ว.จัดสัมมนาระดมสมองร่วมแก้วิกฤติขัดแย้งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวุฒิสภาได้จัดสัมมนา“วุฒิสภากับการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมทางตรง” โดยนายประสพสุข บญเดช ระธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายนิคม ไวยรัชพานิช น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย ส.ว.เข้าร่วมการสัมมนากว่า 100 คน ถือเป็นครั้งแรกที่มีส.ว.เข้าร่วมสัมมนาเกิน 100 คน ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก
ทั้งนี้นายประสพสุขได้กล่าวระหว่างการอภิปรายเรื่อง “วุฒิสภา- มิติใหม่ของวุฒิสภาในการพัฒนาประชาธิปไตย”ในตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประเทศชาติกำลังเผชิญความขัดแย้งเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง หากมองโลกในแง่ดีก็หวังว่าสถานการณ์การชุมนุมจะยุติโดยเร็ว ไม่ก่อให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่การปะทะแตกหัก ถึงขั้นเสียเลือดเนื้อคนไทยด้วยกันเอง แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้ายทั้งนักรัฐศาสตร์และสื่อมวลชนก็ห่วงว่า อาจเกิดสงครามมวลชน ที่ยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของประเทศชาติ บนซากปรักหักพังแห่งความสูญเสีย และความแตกร้าวของประชาชนสองขั้วความคิด ยิ่งกว่านั้นความสั่นคลอนของสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และ 3 อำนาจหลักคือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งตรงนี้เราต้องมองสถานการณ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่บวกสุดโต่ง หรือลบสุ่มเสี่ยง
สภาพการณ์เช่นนี้หากปล่อยไปบ้านเมืองจะตกสู่กับดักแห่งความขัดแย้ง ส่วนตัวเห็นว่าด้วยการผนึกพลังของส.ว.ทุกคน พยายามช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จระดับหนึ่งคือการก่อให้เกิดการสานเสวนาด้วยสันติธรรม จนสามารถหยุดยั้งความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งลงได้บ้าง แต่ยังมีคำถามอยู่ว่าเราได้ทำตามกรอบอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเพียงพอหรือไม่ ในฐานะประธานวุฒิสภาคุณสมบัติที่สำคัญของภาวะผู้นำจะต้องยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม จะไม่ยอมให้วุฒิสภาถูกประณามว่าเป็นสภาทาสรับใช้ทางการเมือง ในฐานะผู้ทำหน้าที่เป็นหัวขบวนจะทำให้ “การเล่นการเมือง”เปลี่ยนเป็น “การพัฒนาการเมืองด้วยอำนาจนิติบัญญัติ และการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน” เราต้องทำให้วุฒิสภาเป็นดั่งมหาสมุทรที่มีแม่น้ำสองสายไหลมารวมกันได้ สายแรกคือกระแสธารแห่งประชาธิปไตยแบบตัวแทน สายที่สองคือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมทางตรง เพื่อให้กำเนิดแก่นวัฒนธรรมที่เรียกว่า “วุฒิสภา- ประชาสังคม” คือการเปิดช่องทางให้การมีส่วนร่วมทางตรงของปวงชนชาวไทย ให้ปัญหาความทุกข์ร้อนในระดับพื้นที่ถือเป็นปัญหาร่วมของชาตินำไปสู่การตั้งกระทู้ ยื่นญัตติในกรรมาธิการ
ทั้งหมดเป็นกระบวนการเข้าถึง เข้าใจและพัฒนาของวุฒิสภา โดยไม่กีดกันแบ่งกั้นคนไทยด้วยสี แต่จะทำด้วยไมตรีที่แสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง ซึ่งจะนำเสนอผลงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การสร้างภาพลวง แต่เป็นการวางตำแหน่งวุฒิสภาในหัวใจประชาชน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมทางตรงและแบบตัวแทน เมื่อสองพื้นที่ทางอุดมการณ์ความคิดผนึกกำลังกัน ย่อมส่งผลให้กับดักความขัดแย้งภายในชาติลดลง เพราะเป็นความสงบเย็นของมหาสมุทรซึ่งเป็นที่รวมของแม่น้ำ 2 สาย หากจะมีคลื่นใต้น้ำก็จะเป็นคลื่นที่ม้วนเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน ผลักดันให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ พัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เปลืองเวลาไปกับการแสวงหาอำนาจ ย่ำยีธรรมาภิบาล สิ่งเหล่านี้วุฒิสภาและประชาสังคมถือว่ามีส่วนสำคัญ โดยน้อมนำกระพระราชดำรัสรู้หลักสามัคคีเป็นวิถีส่องทาง



