
"เชลซี"ดับปืน2-0"แมนฯซิตี้"ขึ้นรองจ่าฝูง
"สิงโตน้ำเงินคราม"เชลซี ขย้ำ"ปืนโต"อาร์เซนอล 2-0 เกม"ลอนดอน ดาร์บี้" ของพรีเมียร์ลีก เมืองผู้ดี ขณะที่ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จมอยู่อันดับ 18 พื้นที่ตกชั้น เมื่อพ่าย "ส้มซีไซด์" แบล็คพูล 1-2 ด้าน "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ พุ่งขึ้นรองจ่าฝูง เมื่อแซงชนะ "สาลิก
ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด "ซูเปอร์ซันเดย์" คืนวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เชลซี แชมป์เก่าและทีมจ่าฝูง เอาชนะ อาร์เซนอล 2-0 ในเกมแห่งศักดิ์ศรีทีมร่วมเมืองหลวง ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของตัวเอง จากการหันหลังยิงด้วยส้นเท้าด้านในอย่างเหนือชั้นของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา นาที 39 และนับเป็นประตูที่ 13 จากการพบ "ปืนโต" 11 เกมหลังสุดของเขาอีกด้วย และซูเปอร์ฟรีคิกระยะ 30 หลาของ อเลกซ์ นาที 85
จากชัยชนะเกมนี้ ส่งผลให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" แข่ง 7 นัด ชนะ 6 แพ้ 1 มี 18 แต้ม ห่างจาก แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูง 4 แต้ม ขณะที่ "เดอะ กันเนอร์ส" อยู่อันดับ 4 ห่างจากเชลซี เพิ่มเป็น 7 แต้ม
ส่วน แบล็คพูล ทีมที่เพิ่งได้เลื่อนชั้นในฐานะแชมป์เพลย์ออฟ ลีก แชมเปี้ยนชิพ บุกชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ถึงถิ่นแอนฟิลด์ โดย "ส้มซีไซด์" เป็นฝ่ายนำห่าง 2 ประตู จากจุดโทษของ ชาร์ลี อดัม นาที 29 และการหลุดกับดักล้ำหน้าของ ลุค วาร์นีย์ นาที 45 ขณะที่ "หงส์แดง" มาตีไข่แตกได้จากการโขกลูกฟรีคิกเร็วของ โซติริออส คีร์เกียกอส นาที 53
นอกจากนั้นเจ้าบ้านยังต้องสังเวย เฟอร์นันโด ตอร์เรส หัวหอกตัวหลักไปอีกหนึ่งราย เมื่อเจ็บโคนขาหนีบ จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ 10 นาทีแรก ซึ่งดาวยิงวัย 26 ปีผู้นี้ ถึงกับหัวเสียเอาหัวโขกอุโมงค์ทางลงห้องแต่งตัวเป็นการระบายความในใจ
ความพ่ายแพ้เกมนี้ นอกจากจะทำให้อดีตแชมป์ 18 สมัย แพ้ถึง 3 นัด จาก 7 เกมแรก เก็บได้แค่ 6 แต้ม อยู่อันดับ 18 พื้นที่ตกชั้นทีมสุดท้าย แล้วยังเพิ่มแรงกดดันให้ รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีมคนใหม่ของ "หงส์แดง" อีกด้วย เพราะเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลแข่งขันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ลีกสูงสุดใช้ชื่อว่า พรีเมียร์ลีก รวมถึงเป็นการพ่ายแพ้ต่อ แบล็คพูล ในย่านเมอร์ซีย์ ไซด์ ของตัวเองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1967 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน
ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-1 ในถิ่นซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ ของตัวเอง โดย "เรือใบสีฟ้า" ได้ประตูจากจุดโทษของ คาร์ลอส เตเบซ นาที 18 ซึ่งเป็นการยิง 5 ประตู ใน 7 เกมหลังสุดของดาวยิงอาร์เจนไตน์ผู้นี้ อีกทั้งยังยิงรวมให้ "เดอะ ซิตี้เซนส์" ไปแล้ว 28 ประตู จาก 39 เกมลีก ส่วนอีกประตูมาจาก อดัม จอห์นสัน นาที 75 ทั้งที่ปีกวัย 23 ปีผู้นี้ เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาเพียง 3 นาทีเท่านั้น
สำหรับฝั่งทีมเยือนได้ประตูโทนจาก โจนัส กูเตียร์เรซ นาที 24 ซึ่งนอกจากจะแพ้แล้ว "สาลิกาดง" ยังต้องสังเวย ฮาเตม เบน อาร์กฟา ปีกคนใหม่ ตั้งแต่นาที 8 เนื่องจากขาหักจากการปะทะกับ ไนเจล เดอ ยอง มิดฟิลด์ตัวรับซิตี้
ตารางพรีเมียร์ลีก สิ้นสุดวันอาทิตย์ที่ 3 ต.ค.
แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม
เชลซี 7 6 0 1 23 2 18
แมนฯ ซิตี้ 7 4 2 1 9 3 14
แมนฯ ยูไนเต็ด 7 3 4 0 16 9 13
อาร์เซนอล 7 3 2 2 16 9 11
สเปอร์ส 7 3 2 2 8 6 11
เวสต์บรอมวิช 7 3 2 2 9 12 11
สโต๊ค 7 3 1 3 8 9 10
แอสตัน วิลล่า 7 3 1 3 9 12 10
แบล็คพูล 7 3 1 3 11 15 10
ฟูแล่ม 7 1 6 0 8 7 9
ซันเดอร์แลนด์ 7 1 5 1 7 7 8
โบลตัน 7 1 5 1 10 11 8
แบล็คเบิร์น 7 2 2 3 7 8 8
วีแกน 7 2 2 3 4 13 8
นิวคาสเซิล 7 2 1 4 10 10 7
เบอร์มิงแฮม 7 1 4 2 7 10 7
เอฟเวอร์ตัน 7 1 3 3 6 7 6
ลิเวอร์พูล 7 1 3 3 7 11 6
วูล์ฟแฮมป์ตัน 7 1 2 4 7 12 5
เวสต์แฮม 7 1 2 4 5 14 5
สำหรับศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี คืนเดียวกัน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โค่น บาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่า 2-0 ในถิ่นซิกนัล อิดูนัล ปาร์ค ของตัวเอง จาก ลูคัส บาร์ริออส นาที 51 และ นูริ ซาฮิน นาที 60 ส่งผลให้ ดอร์ทมุนด์ แข่ง 7 นัด มี 18 แต้ม อยู่อันดับ 2 ตามหลัง ไมนซ์ ทีมจ่าฝูง 3 แต้ม ส่วน "เสือใต้" ที่แพ้ไปแล้ว 3 นัด มี 8 แต้ม อยู่อันดับ 12
ส่วน ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต บุกชนะ สตุ๊ตการ์ท 2-1 ถึงถิ่นก็อตต์ลีบ เดมเลอร์ แถม "อินทรีแดงดำ" เป็นฝ่ายนำห่าง 2 ประตูจากการโขกของ ธีโอฟานิส เกคัส นาที 18 และ คริส นาที 68 ซ้ำร้าย "ม้าขาว" ยังต้องสังเวยอีกหนึ่งใบแดง เมื่อ มาติเยอ เดลปิแอร์ โดนไล่ออกนาที 84 แต่ก็ยังสามารถตีไข่แตกได้จาก พาเวล โพเกรบเนียค นาที 85 ซึ่งนับเป็นประตูที่ 5 ของดาวยิงรัสเซียนผู้นี้ ในฤดูกาลแข่งขันใหม่อีกด้วย
จากความพ่ายแพ้เกมนี้ ส่งผลให้ สตุ๊ตการ์ท แพ้ถึง 6 นัด จาก 7 เกมแรก มี 3 แต้ม จมอยู่อันดับ 18 หรืออันดับสุดท้าย ตามหลัง โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ทีมอันดับ 15 ก่อนพื้นที่ตกชั้น 3 แต้ม
ส่วนอีกคู่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทำได้แค่เสมอ แวร์เดอร์ เบรเมน 2-2 ในถิ่นไบ อารีนา ของตัวเอง โดย "ห้างขายยา" ได้ประตูจาก แพทริก เฮลเมส นาที 16 และ เอริน แดร์ดิยอค นาที 78 ขณะที่ "นางนวล" ได้ประตูจาก ฮูโก อัลเมดา นาที 53 และ มาร์โก มาริน นาที 62



