ข่าว

"สุขุมพันธุ์"เล็งเก็บภาษีน้ำมันลิตรละ5สตางค์

"สุขุมพันธุ์"เล็งเก็บภาษีน้ำมันลิตรละ5สตางค์

30 มี.ค. 2552

เศรษฐกิจดิ่ง ทำกทม.ถังแตก "สุขุมพันธุ์" เล็งเก็บภาษีน้ำมันลิตรละ 5 สตางค์ คาดมีรายได้ปีละ 500 ล้าน พร้อมส่งเสริมปลูกเมล่อน เป็นพืชเศรษฐกิจแทนข้าว

 เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 30 มี.ค. ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลกกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นโดย กทม. และสถาบันพัฒนาสยาม โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า รายได้ของกทม.เป็น 1 ใน 4 ของรายได้ของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งปี 2547 ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) อยู่ที่ 6.3 ปี และลดลงเรื่อยๆ จนถึงปี 2550 GDP ดิ่งลงอยู่ที่ - 2.5 เป็น

และตัวเลขของผู้ว่างงานทั่วประเทศอยู่ที่ 520,000 คน คิดเป็นสัดส่วนในกรุงเทพฯ 90,000 คน อีกทั้งรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งจากสถิติปี 2550 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ1.8 แสนล้านบาท แต่เมื่อเกิดวิกฤติเช่นนี้นักท่องเที่ยวหายไปแน่นอน เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน หากนักท่องเที่ยวลลดลง 20% รายได้จะหายไปถึง 30,000 ล้านบาท

 นอกจากนี้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็น้อยลง อีกทั้งประสบปัญหาจนต้องกู้เงินต่างประเทศมาใช้ ทำให้ กทม.ต้องช่วยเหลือตัวเองโดยต้องนำเงินสะสมออกมาใช้จ่ายเดือนละ1,000 ล้านบาท กทม.อาจจะต้องหาแหล่งรายได้เพิ่ม โดยกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีน้ำมันลิตรละ 5 สตางค์ ซึ่งจะจัดเก็บได้ปีละ 500 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมา กทม.ไม่ได้จัดเก็บรายได้ในส่วนนี้ ขณะที่จังหวัดอื่นจัดเก็บได้ลิตรละ 10 สตางค์ ซึ่งการจัดเก็บภาษีเหล้า บุหรี่ และโรงแรม ของ กทม. กำลังมีการยกร่างเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งได้มีการแต่งตั้งนายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานยกร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ตนคิดว่าการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ อาจจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนเข้าไปอีก หากยังไม่จำเป็นตนก็อยากชะลอออกไปก่อน

 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขปัญหานั้น ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งตนได้มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเสนอกทม.อนุมัติงบประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการต่างๆ เช่น การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่มาทำงาน การจัดมหกรรมสินค้าราคาถูก โครงการธนาคารเพื่อประชาชน โครงการบ้านยิ้ม เป็นต้น ในส่วนโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจคต์ของ กทม.นั้นทั้งโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายบีทีเอสที่มีการอนุมัติงบประมาณไปแล้วไม่มีปัญหา นอกจากนี้ตนจะส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีราคาสูงใน กทม.ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรถึง 1 ใน 5 ของพื้นที่

ขณะที่รายได้จากผลิตผลทางการเกษตรมีเพียง 0.5 ของรายได้กรุงเทพฯ เท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีบริษัทเอกชนรายใหญ่ได้ส่งเสริมให้ปลูกเมล่อน (Melon) ในพื้นที่เขตรอบนอกกทม.เนื่องจากข้อมูลเสนอว่ารายได้จากการปลูกอยู่ที่ 2.4 แสนบาทต่อไร่ และสามารถปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง ซึ่ง รายได้มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าข้าว ทั้งนี้การที่รัฐบาลออกมายอมรับว่าอัตราการขยายเศรษฐกิจติดลบ 3 % ถือว่าเป็นเรื่องดีเพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เตรียมมาตรการไว้รองรับ ทั้งนี้ตนมีความเป็นห่วงว่าในสถานการณ์จณะนี้รัฐบาลจะไม่มีเงินมาสนับสนุนการดำเนินภารกิจต่างๆของกทม. เพราะโครงการต่างๆ ในอนาคต จำเป็นต้องได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งสิ้น เช่น การก่อสร้างและขยายถนน การสร้างเตาเผาขยะ เป็นต้น