
ผวาบาทหลุด30ต่อดอลล์ฉุดยอดส่งออกช่วงปลายปี
เอกชนห่วงเงินบาทแข็งกระทบการส่งออกปลายปี ชี้มีโอกาสเห็นเงินบาทหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ ไม่กล้ารับคำสั่งซื้อมาก กลัวความเสี่ยง เผยบางแห่งปรับตัวรับคำสั่งซื้อที่ 29 บาทแล้ว
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้การแข่งขันของผู้ส่งออกไทยลำบากขึ้น โดยในไตรมาส 4 ปีนี้ การส่งออกอาจจะขยายตัวต่ำกว่า 20% แต่จากการที่ใน 3 ไตรมาสแรกการส่งออกขยายตัวได้ดี ก็ยังทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ประมาณ 20% ตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ในช่วงต้นไตรมาสจนถึงกลางเดือนธันวาคม การส่งออกก็น่าจะขยายตัวอยู่ หลังจากนั้นจะชะลอตัวลง เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว
"ปีนี้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาดีทำให้ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอาหารในช่วงปลายปีมากนัก โดยเฉพาะยางพาราที่มีราคาเอฟโอบีเฉลี่ยของไทยในปีนี้สูงเกินกิโลกรัมละ 100 บาทแล้ว เพราะความต้องการในตลาดโลกสูง" นายพรศิลป์กล่าว
นายพรศิลป์ กล่าวต่อว่า ในช่วงปลายปีมีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะไปอยู่ที่ 29.5 บาท เพราะสหรัฐมีนโยบายผลักดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกสหรัฐ ซึ่งจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแบบอัตโนมัติ แต่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ก็ต้องติดตามปัจจัยอื่นประกอบ โดยเฉพาะการดูแลค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากนี้ โดยปัญหาเงินบาทแข็งค่าในช่วงปลายปีจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากขึ้นในช่วงต้นปี 2554
ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2554 มาก ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกไม่ต้องการที่จะรับคำสั่งซื้อ เพราะยิ่งรับมากก็ยิ่งมีความเสี่ยง โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมที่มีปัญหาในการกำหนดราคาสินค้าก่อนหน้านี้ และบางอุตสาหกรรมต้องปรับมารับคำสั่งซื้อที่ค่าเงินบาท 29 บาท เพื่อให้อยู่รอดและแข่งขันกับคู่แข่งได้
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า หากค่าเงินบาทในปลายเดือนตุลาคมนี้ ไปอยู่ที่ 29 บาท ตามที่คาดไว้ผู้ส่งออกคงรับกับสถานการณ์นี้ไม่ได้ โดยบางอุตสาหกรรมรับกับค่าเงินบาทที่ 29 บาทได้ แต่อุตสาหกรรมอาหารรับไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น ข้าว กุ้ง ซึ่งกำไรของผู้ส่งออกที่ลดลงมากส่งผลให้ต้องทำสัญญาซื้อขายกันแบบเดือนต่อเดือน เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาท



