ข่าว

เข้าใจตนเอง และเข้าใจคนอื่น

เข้าใจตนเอง และเข้าใจคนอื่น

04 ต.ค. 2553

คุณโมฮาเหม็ด อาลี ผู้อำนวยการศูนย์ฮาร์โมนี่ (Harmony Centre) แห่งสภาศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ ได้เล่าให้ผมฟังในระหว่างการบรรยายและนำเยี่ยมชมศูนย์แห่งนี้ว่า ศูนย์ฮาร์โมนี่ ซึ่งอยู่ในมัสยิดอาน-นาห์ดา (An-Nahdhah) ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจ

ภารกิจหลักๆ ของศูนย์ ขั้นต้นได้แก่การฝึกอบรมเยาวชนสิงคโปร์ให้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนา ชุมชน และความเป็นผู้นำ ซึ่งรวมถึงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น นอกจากนั้น ผู้นำเยาวชนยังจะมีบทบาททางสังคมในด้านต่างๆ ทั้งการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศาสนา การมีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่นๆ และประสานความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนา และอีกด้านหนึ่ง ก็จะให้ความรู้ผ่านการทัศนศึกษา และการแลกเปลี่ยนทัศนคติ เป็นต้น

 ภายในศูนย์ฮาร์โมนี่ ยังจัดแสดงเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ทั้งความเป็นมา ปรัชญา อารยธรรม และวิถีชีวิตของมุสลิม โดยสังเขป ซึ่งให้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามและมุสลิมอย่างคร่าวๆ ได้ภายในเวลาไม่นานนัก

 แนวคิดเรื่องการยอมรับในสิ่งที่แตกต่าง และการทำความเข้าใจกันและกัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมที่มีลักษณะพหุภาคี ซึ่งแต่ละเชื้อชาติ แต่ละศาสนา และแต่ละวัฒนธรรม แม้จะมีความผิดแผกกัน แต่ก็มีจุดดีที่ควรแก่การศึกษา และการที่เรารู้สึกว่าคนอื่นมีอะไรที่แปลกไปจากเราก็เมื่อเราเองเป็นคนที่แปลกไปจากเขา ดังนั้น การรู้จักและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคย จึงเป็นทางหนึ่งซึ่งสามารถขจัดความแปลกของคนอื่น (ในความคิดของเรา) และความเป็นคนแปลกหน้าของเรา (ในสายตาคนอื่น) ไปพร้อมๆ กัน

 ความแปลกและความแตกต่างนั้น มิได้หมายถึงความขัดแย้งเสมอไป ในทางตรงกันข้ามอาจนำมาซึ่งการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามได้ ดังเช่นจิตรกรที่ใช้สีที่ตัดกันสร้างภาพเขียนที่มีความโดดเด่น ผู้ประพันธ์เพลงหรือผู้ประสานเสียงที่นำเสียงของเครื่องดนตรีที่มีความหลากหลายมาสอดประสานกันอย่างไพเราะกลมกลืนซึ่งในภาษาอังกฤษก็คือคำว่าฮาร์โมนี่ ดังที่นำมาตั้งเป็นชื่อศูนย์ฮาร์โมนี่นั่นเอง

 ผมมีความชื่นชมโบสถ์และศาสนสถานต่างๆ ในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์เก่าแก่ของศาสนาฮินดู โบสถ์ของคริสต์ศาสนา มัสยิด ศาลขงจื้อ ศาลเจ้าแม่กวนอิม รวมทั้งวัดไทย ซึ่งเป็นศูย์รวมจิตใจของผู้คนในศาสนาต่างๆ ของประเทศนั้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าความศรัทธาหรือความเชื่ออย่างเดียวคงจะไม่เป็นการเพียงพอ หากคนเราควรจะต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นๆ เคารพนับถือนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหลักธรรม คำสั่งสอน รวมถึงแก่นของปรัชญา ในศาสนาหรือลัทธิของตนด้วย จึงจะได้ชื่อว่ามีความเข้าใจตนเอง

 แน่นอนว่าการเข้าใจตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่จะดีกว่าถ้าเข้าใจคนอื่นด้วย และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากเข้าใจทั้งตนเองและคนอื่น