ข่าว

"Realistic Police"...ผลิกโฉมตำรวจไทยสู่สากล

"Realistic Police"...ผลิกโฉมตำรวจไทยสู่สากล

04 ต.ค. 2553

หากใครยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตำรวจไทย อาจถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะเมืองไทยกำลังจะมี "ตำรวจตัวจริง" มาทำหน้าที่รักษากฎหมายอย่างสมเกียรติภูมิ กับแผนปฏิปผลิกโฉมตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งนำทัพโดย

ว่าที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนกลาง ประเดิมงานวันแรกของการรับตำแหน่ง ด้วยการประชุมตำรวจในสังกัดกว่า 1,500 นาย เปิดมุมมองการทำงานแบบใหม่ตาม “ร่างแผนปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นผู้นำตำรวจไทยเข้าสู่ตำรวจสากล

 ภายใต้แนวทาง  “Realistic Police” หรือ "ตำรวจที่จับต้องได้"  ซึ่งตำรวจสอบสวนกลางยุคใหม่ต้องมองไปข้างหน้า เน้นทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ทำงานเชิงรับเหมือนตำรวจยุคเก่า มีหน้าที่จับผู้ร้ายอย่างเดียว เวลาประชาชนมีเรื่องทุกข์ร้อนต้องคอยเข้าหาตำรวจ ทว่าในยุคศตวรรษที่ 21 ตำรวจเข้าหาประชาชน และคอยทำงานบริการช่วยเหลือประชาชน 

     การประชุมปรับโฉมวงการตำรวจสอบสวนกลางครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก "ไบรรอน ทราเวิร์น" เจ้าหน้าที่ซีเครทเซอร์วิส สหรัฐอเมริกา "ลีโอนาร์ด ร็อคคา" ผู้บัญชาการตำรวจชิคาโก มาร่วมเปิดมุมมองการทำงานของตำรวจสากล เริ่มเปิดเวทีประชุมด้วยการนำเสนอวีดิทัศน์เกี่ยวกับการทำงานของตำรวจทั่วโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการจับคนร้ายในรูปแบบต่างๆ และการเป็นตำรวจในฝันนั้นมีแนวทางอย่างไร รวมทั้งภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นกับตำรวจไทย ทั้งปัญหาคดีแพะ การถูกอุ้ม ตลอดจนปัญหาการคอรัปชั่น

 จากสถิติของสหประชาชาติจะเห็นว่าสถิติอาชญากรรมเมืองไทยสูงมาก และจากคดีฆาตกรรมที่สำรวจโดย UNODC เมื่อปี 2541-2543 พบว่าประเทศไทยมีสถิติคดีฆาตกรรมมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 79.58% ตัวเลขที่สูงระดับนี้ มีสาเหตุมาจากวิธีการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด และหากมีการนำวิธีที่ถูกต้องมาใช้จะช่วยลดอาชญากรรมและช่วยประชาชนได้

          ส่วนประเทศที่ลดอาชญากรรมได้นั้น เนื่องจากมีการนำเสนอวิธีการที่สามารถแก้ไขได้จริง อย่างเช่น การแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการตำรวจหนึ่งผลงาน หรือ "OTOP แห่งความดีงามของตำรวจ" โดยให้มีการนำเสนอโครงการต่างๆ ที่สามารถช่วยเหลือชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วส่งผลงานเข้ามายังคณะกรรมการระดับ บช.ก. เพื่อชิงเงินรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน อาทิ ชั้นสัญญาบัตรจะได้รับรางวัลเป็นขั้นเงินเดือน และตำแหน่ง ส่วนชั้นประทวนจะได้เป็นเงินรางวัล

   "นโยบายเร่งด่วนขณะนี้ ต้องร่วมกันคิดและออกแผนที่จะร่วมกันทำ จะเอาแบบใหม่หรือเอาแบบเดิม แบบเดิมคือเน้นการจับกุมการลงโทษ ส่วนแบบใหม่คือการแก้ปัญหา หากจะเอาแบบใหม่ ตำรวจจะต้องเดินเข้าไปช่วยกันแก้ปัญหา โดยมีสื่อมวลชนเป็นตัวสะท้อนการทำงานได้เป็นอย่างดี เพราะใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ได้ผล ต้องลองใช้วิธีสากลนี้ดูสักที" ว่าที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ตั้งคำถามให้ขบคิด

 ว่าที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ยังมองภาพรวมการปรับโฉมการทำงานของตำรวจไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ว่า ตำรวจจะมีอยู่ 3 ส่วน ส่วนหนึ่งทำเลย ส่วนหนึ่งจะรอดูก่อนแล้วทำตาม และก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ต่อต้านแต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้อาจจะทำตาม ซึ่งเรื่องนี้ในทางปฏิบัติต้องมีการเข้าไปพูดคุย ปรับปรุงสภาพจิตใจเพื่อให้พร้อมที่จะเป็นตำรวจอาชีพ แต่หากใครทำไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง อาจถูกยื่นซองขาวให้ออกไปเลย

 หลังเสร็จภารกิจมอบนโยบายเปิดมุมมองการทำงานแนวใหม่ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว ผู้บัญชาการคนใหม่ก็ "งานเข้า" ทันที เมื่อมีตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาร้องเรียนอยู่ที่หน้าห้องประชุมบริเวณส่วนจัดนิทรรศการ ว่าที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จึงสวมวิญญาณผู้นำตำรวจยุคใหม่ รีบออกไปรับเรื่องร้องเรียน แต่กลับพบเพียงวัตถุที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว เมื่อคลี่ผ้าคลุมออกจึงพบกับใบหน้าและท่าทางที่แสนคุ้นเคย "จ่าเฉย" นั่นเอง (ฮา)

 "จ่าเฉยถูกเก็บเข้ากรุอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวจนถูกถ่ายคลิป หรือถูกร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องส่วย จึงอยากจะทำเรื่องขอกลับเข้าทำงานมาปฏิบัติหน้าที่ในสังกัด บช.ก.ต่อไป" ว่าที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์รับมุกระคนรอยยิ้ม

 แม้แต่หุ่นตำรวจ "จ่าเฉย" ที่เคยไม่รับความเป็นธรรม...ผู้นำตำรวจแห่งศตววรรษที่ 21 ยังรับปากว่าจะช่วยเหลือ (ฮา) หวังว่าคงอีกไม่นานเมืองไทยจะมี "ตำรวจที่จับต้องได้" มาช่วยเหลือบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนจริงๆ เสียที!!