
เยือนคนไทยในสหรัฐ
ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังจมปลัก ไม่ไปไหน การต่อสู้แย่งชิงจังหวะ แต้มต่อทางการเมืองยังมีต่อไป ประชาชนไม่ได้อะไร หวังพึ่งนักการเมืองไม่ได้เหมือนเดิม เมื่อระดับมาตรฐานจริยธรรมตกต่ำแทบไม่เหลือ
ช่วงนี้ผมตระเวนอยู่ในหลายเมืองของสหรัฐ หลังจากมาถึงนิวยอร์กวันที่ 27ของเดือนที่ผ่านมา หลังจากไม่ได้มาเยือนนานถึง 18 ปี สภาพบ้านเมือง อาคาร ถนนหนทางไม่เปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างมีการประดับประดา ตกแต่งให้ทันสมัย สะอาดและปลอดภัยกว่าเดิม หลังจากผู้ว่าคนก่อนได้ปราบขบวนการมาเฟียจนไม่กล้าหือ
นิวยอร์กก็ยังเป็นเมืองมีเสน่ห์สีสันเหมือนเดิม แม้จะไม่มีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตระหง่านให้เห็น ผมโชคดีที่ได้ขึ้นไปอาคารนี้ในปี 2536 ทุกวันนี้ต่อให้มีเงินเป็นแสนๆ ล้าน ก็ไม่มีโอกาสเหมือนเดิม ต้องรอให้สร้างอาคารใหม่เสร็จเสียก่อน ขณะนี้งานฐานรากกำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่
น่าดีใจที่ได้พบปะคนไทย ซึ่งมาปักหลักทำมาหากินในสหรัฐ ในอาชีพต่างๆ มีทั้งเป็นพนักงาน เจ้าของธุรกิจ ซึ่งในด้านซีกตะวันออกนั้น คนไทยซึ่งมีฐานะดีล้วนแต่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารซึ่งต้องบอกว่าอาหารไทยนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก
เป็นอาหารประกอบด้วยสมุนไพร รักษาร่างกาย ป้องกันโรคร้าย ชาวอเมริกันนิยมมาก และร้านอาหารไทยยุคนี้มีวัตถุดิบมากมาย ทั้งนำเข้าและปลูกเอง
พรรคพวกกันสร้างฐานะ เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยหลายแห่งในชิคาโก นิวยอร์ก และบอสตัน นอกจากนักศึกษา และนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว จะเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวต่างชาติ ช่วงนี้ยังสร้างรายได้ดี แม้สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐจะยอบแยบ
จากการคุยกันเจ้าของร้านอาหารไทย ประเด็นที่น่าห่วงก็คือ ร้านอาหารไทยหลายแห่งไม่ได้มีเจ้าของเป็นคนไทย นั่นไม่ใช่ปัญหา ถ้าเจ้าของเป็นชาวต่างชาติ แต่พ่อครัวแม่ครัวยังเป็นคนไทย หรือพวกที่ได้รับการฝึกฝนให้ปรุงอาหารไทย
อย่างน้อยที่สุด ก็คงความเป็นเอกลักษณ์ รสชาติเดิมไว้! ที่น่าห่วงคือเจ้าของร้านที่เป็นเพื่อนบ้านไทยคือเขมร ลาว พม่าและแขก ที่ใช้พ่อครัวพวกเดียวกันเอง และสร้างรายการอาหารแบบมั่วๆ รสชาติประหลาดๆ แล้วอ้างว่าเป็นอาหารไทย
ไม่ใช่ว่าคนต่างชาติจะแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอาหารไทยแท้ และไทยเทียมหรือไทยมั่ว ถ้าอร่อยก็แล้วไป ถ้าฝีมือการปรุงแหวกแนวแบบคนไทยก็นึกไม่ได้ว่าเป็นอาหารตั้งแต่ยุคใด ไม่ถูกคอขนาดสุนัขเขมือบไม่ลง นั่นแหละจะเป็นปัญหา
จึงมีเสียงเรียกร้องเบาๆ ด้วยความเกรงใจรัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีหนทางไหนจดทะเบียนว่าอะไรเป็นอาหารไทย ก่อนพวกฝรั่งหัวใสตัวแสบแอบอ้างไปจดทะเบียนอ้างความเป็นเจ้าของต้นตำรับแบบหน้าด้านๆ
เหมือนกับความพยายามจดทะเบียนทรัพย์สิน ลิขสิทธิ์ข้าวหอมมะลิดัดแปลง ผสมกับข้าวอินเดียเป็น “จัสมาติ” คือการผสมระหว่างจัสมินไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิ กับข้าวบาสมาติของอินเดีย เป็นการตีกินเอาข้าว 2 พันธุ์มาผสมแล้วทึกทักเป็นกรรมสิทธิ์แบบหน้าด้านๆ ยังดีที่ต่อต้านทันการณ์ก่อนเสียหายเกินแก้นิ! อิอิอิ!!!



