
เงินอำมหิต
หลังจากอินกับหนังไทย 2 เรื่อง ทั้ง สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก (ซึ่งไปดูถึง 2 รอบ) กับ กวน มึน โฮ แล้ว ก็มีหนังฝรั่งอีก 1 เรื่อง ที่ดิฉันเฝ้ารอ และไม่ผิดหวัง จนต้องไปดูถึง 2 รอบเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ วอลล์สตรีท ซึ่งเป็นภาค 2 ชื่อตอนว่า มันนี่ เนฟเวอร
เป็นหนังที่ว่าด้วย “อัตตา การแข่งขัน การแย่งชิง และความโลภ” โดยเฉพาะวลีที่ว่า “ความโลภเป็นสิ่งที่ดี” ของกอร์ดอน เกคโก้ นักการเงินชื่อดัง ที่ใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์จนถูกยัดเข้าคุก รับบทโดย ไมเคิล ดักลาส
ในวอลล์สตรีท ภาคนี้ ฉกฉวยเหตุการณ์วิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกา หรือ “แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส” (Hamburger crisis) ที่มีต้นตอมาจากปัญหาหนี้ซับไพรม์ จนทำให้บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ประสบภาวะวิกฤติตามกันเป็นโดมิโน เพราะหลักใหญ่ใจความของเรื่องว่าด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ และความเป็นไปของวอลล์สตรีท เหลี่ยมมุมในการแสวงหาประโยชน์ แสวงหากำไร นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังทั่วไปที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่
แต่ในฐานะของคนที่ยุ่งเรื่องเงินๆ ทองๆ ยุ่งเรื่องหุ้น เรื่องความเป็นไปทางเศรษฐกิจ และเพราะมีประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ไปเดินอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดูความเป็นไปบนถนนวอลล์ ทำให้ดิฉันมีความสุขกับหนังเรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่าที่อิ่มใจกับหนังไทยฟอร์มเล็กแต่รายได้มหาศาลอย่าง “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก”
ในระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “กอร์ดอน เกคโก้” บอกว่า “สิ่งที่ชั่วร้ายที่สุด คือ การเก็งกำไร” เขาพูดถึงภาวะฟองสบู่ที่เกิดจากการใช้จ่าย ด้วยการที่สถาบันการเงินยัดเยียดเงินกู้ให้แก่ลูกค้าในจำนวนที่มากเกินไป จนเราเห็นการกู้เงินซื้อบ้านที่มีราคา 2 แสนเหรียญ ด้วยเงินกู้ 2.5 แสนเหรียญ หมายถึงอีก 5 หมื่นเหรียญ หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท (คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเหรียญละ 30 บาท) ถูกผลาญไปกับอะไรไม่รู้
เป็นวงจรแห่งความเลวร้ายที่นำมาซึ่งฟองสบู่ และความหายนะของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาโดยแท้
แม้เนื้อหาเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้มข้นแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว หนังเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องของความเป็นมนุษย์ ดิฉันมีแง่คิดอยู่ 2-3 เรื่องหลังจากดูหนังจบ
“วอลล์สตรีท : มันนี่ เนฟเวอร์ สลีปส์” ทำให้ได้รู้ว่า “แม้คุณจะมีเงินมากแค่ไหน คุณก็ไม่รวย” ถ้าสิ่งที่อยู่ในสมองคุณ คือ คำว่า “มอร์” (More) ที่ต้อง “มากกว่า” และ “มากกว่า” ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จักหยุดหย่อน เมื่อไม่รู้จัก “พอ” ความร่ำรวยที่แสวงหาก็ไม่เคยเดินทางมาถึง
หลักคิดดังกล่าว ดิฉันคิดว่า ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นคงรู้ดีว่า การลงทุนที่ดีต้องมีเป้าหมายอยู่ในใจว่าแค่ไหน และเท่าไหร่ เพราะเมื่อได้ผลตอบแทนที่ต้องการแล้ว ก็ต้องมีวินัยกับตัวเอง ด้วยคำว่า “พอ” เช่นเดียวกับการลงทุนอื่นๆ รวมถึงการลงทุนทำธุรกิจ และที่อันตราย คือ เมื่อคุณหยุดไม่ได้ ยังต้องการ “มากกว่า” ไปเรื่อยๆ ก็ล่อแหลมต่อการที่คุณจะละเมิดเส้นขีดคั่นแห่งความดีงาม ความถูกต้อง เหมือนที่ครั้งหนึ่งคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดถึงชีวิตทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ ที่ต้องคอยบอกลูกน้องเสมอๆ ว่า อย่าเอาผลตอบแทนเป็นที่ตั้งจนมากเกินไป เพราะมันจะทำให้คุณหาหนทางไปสู่จุดๆ นั้น โดยไม่สนใจ “วิธีการ” และนั่นสุ่มเสี่ยงกับการกระทำผิด
สาระสำคัญที่ดิฉันหยิบได้จากหนังเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่า “ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน หรือคิดว่าตัวเองเก่งแค่ไหน แต่ถ้าขาดประสบการณ์ที่เชี่ยวกรำ และเหลี่ยมคม คุณก็เป็นผู้ชนะได้ยาก” เช่นเดียวกับ “เจค็อบ” พระเอกของเรื่อง ที่เป็นเด็กหนุ่มไฟแรง ทุ่มเท อดทน เข้าถึงข้อมูล และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็น “วอลล์สตรีท แมน” แต่เหตุการณ์ในเรื่องนี้หลายๆ ครั้ง ทำให้เห็นว่า “เก่งอย่างเดียว ก็ไม่พอ” เพราะเรื่องบางเรื่องต้องใช้ประสบการณ์ที่มากกว่าเป็นตัวช่วงชิง
นักลงทุนในตลาดหุ้นไทย หรือแม้กระทั่งคนทำธุรกิจ ล้วนแต่ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วทั้งนั้นในวันที่อ่อนด้อยประสบการณ์ แต่ด้วยระยะเวลาที่มากขึ้น บททดสอบที่หลากหลาย และอดทนกับการเรียนรู้ แก้ไขข้อผิดพลาด ทำให้วันนี้มีนักลงทุนหรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย สอดคล้องกับอีก 1 วลีในหนังเรื่องนี้ ที่บอกว่า “เวลาต่างหากที่สำคัญ”
ประเด็นสุดท้าย อาจจะดราม่าไปเล็กน้อย เพราะอย่างที่บอกว่า สุดท้ายแล้ว หนังเรื่องนี้ ก็เหมือนฉากชีวิตทั่วๆ ไป ที่ “ความรักเอาชนะได้ทุกสิ่ง” และคนเราควรได้รับ “โอกาส” เสมอ ไม่ว่าจะมากมายหรือเล็กน้อย
หลังจากดู “วอลล์สตรีท” จบไป 2 ครั้ง มีคนถามว่า จะดูซ้ำเป็นครั้งที่ 3 หรือไม่ ดิฉันหัวเราะ แล้วบอกว่า สงสัยจะมากเกินไป ทั้งๆ ที่จริงก็ดูซ้ำได้อีก เนื่องจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ “จุดหมายปลายทาง” แต่กลับอยู่ใน “ระหว่างทาง” ที่มีความหมายมากกว่า
ใครที่พลาดโอกาสไปชม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ต้องเสียดายค่ะ เพราะไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเช่นนั้น แค่คุณติดตามวันอาทิตย์คิดเรื่องเงินในวันนี้ ดิฉันก็มั่นใจว่า ทางเดินข้างหน้าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การทำธุรกิจ หรืออะไรก็ตาม แค่คุณรู้จัก “พอ” แค่คุณแสวงหาประสบการณ์ เรียนรู้ความผิดพลาด แค่คุณให้เวลากับสิ่งที่ทำ รวมทั้งรักในสิ่งที่คุณทำ และให้โอกาสกับตัวเอง
คุณก็เรียนรู้แล้วว่า ในด้านมืดที่อำมหิตของเงิน มีด้านสว่างให้คุณจับต้องได้เสมอ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



