ข่าว

ความโหดร้ายในโลกไซเบอร์

ความโหดร้ายในโลกไซเบอร์

03 ต.ค. 2553

เรื่องเศร้าสลดเริ่มต้นจากข้อความแรกบนทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 19 กันยายน “รูมเมตขอใช้ห้องจนถึงเที่ยงคืน ผมเลยไปที่ห้องมอลลี เปิดเว็บแคม ผมเห็นเขากำลัง...กับชายคนหนึ่ง เย้”

ในคืนนั้น ดรุณ ราวี นักศึกษาปีหนึ่งวัย 18 ปี มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส รัฐนิวเจอร์ซี เจ้าของข้อความข้างบน ร่วมกับมอลลี เหว่ย เพื่อนร่วมชั้นวัย 18 ปีเช่นกัน ซ่อนกล้องไว้ในห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัย แอบถ่ายทอดกิจกรรมส่วนตัวของไทเลอร์ เคลเมนติ เพื่อนร่วมห้องผ่านทางอินเทอร์เน็ตกันแบบสดๆ

 สามวันหลังจากนั้น เวลา 20.50 น. วันพุธที่ 22 กันยายน เคลเมนติได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของตนเองว่า“กำลังจะกระโดดสะพานจอร์จ วอชิงตัน ขอโทษด้วย”
 
 ไม่กี่นาทีต่อมา มีคนเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกระโดดลงมาจากสะพาน จอร์จ วอชิงตัน ที่เชื่อมระหว่างนิวยอร์กกับนิวเจอร์ซี ลงสู่แม่น้ำฮัดสัน และตำรวจพบรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ ที่เกิดเหตุ ภายในมีคอมพิวเตอร์แลปทอป โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์และบัตรประชาชนของไทเลอร์ เคลเมนติ 

 ข่าวจากสื่อหลายๆ กระแสในสหรัฐ ระบุว่า เคลเมนติ ซึ่งเป็นนักไวโอลินผู้มีพรสวรรค์ ถูกเพื่อนร่วมห้องแอบถ่ายขณะมีเพศสัมพันธ์กับชายคนหนึ่ง หนังสดเรื่องนั้นถูกถ่ายทอดสดผ่านเว็บแคม ก่อนแบ่งปันกันดูในหมู่คนอยากรู้อยากเห็นอย่างไร้ขีดจำกัดผ่านเครือข่าย iChat นอกจากนี้ ราวียังใช้ทวิตเตอร์โฆษณาผลงานอันน่าประณามของตนเองไปยังผู้ติดตามทวีตของเขา 150 คน และป่าวประกาศอีกครั้งในวันที่ 21 กันยายน หรือก่อนหน้าเคลเมนติตัดสินจบชีวิตตนเองว่า "3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เรื่องอย่างว่ากำลังจะเกิดขึ้นอีก"
 
 สำนักอัยการเขตมิดเดิลเซ็กซ์ ในนิวยอร์ก ได้แจ้งข้อหา ดรุณ ราวี กับเพื่อนร่วมชั้นอีกคนคือ มอลลี เหว่ย วัยเดียวกัน ฐานละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยใช้กล้องเพื่อดูและเผยแพร่ภาพของผู้ตาย คนละสองกระทง แต่สำหรับราวี ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มอีกสองกระทง จากความพยายามเผยแพร่ภาพทางอินเทอร์เน็ตอีกครั้งหนึ่งวันก่อนเคลเมนติกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย

 ในสหรัฐอเมริกา การสะสม หรือชมภาพการมีเพศสัมพันธ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงระดับ 4 ส่วนการเผยแพร่ภาพเหล่านั้น เป็นอาชญากรรมร้ายแรงระดับ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

 ความรู้สึกของคนที่รู้จักกับเคลเมนติ ทั้งเพื่อนร่วมสถาบันที่ตั้งอยู่ในย่านพิตส์แคทเวย์ รัฐนิวเจอร์ซี ครูและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมัธยมนอร์ธเจอร์วี และคนในแวดวงออเคสตรา ผสมปนเปกันระหว่างเศร้าเสียใจ เสียดาย และโกรธแค้น เพราะเงื่อนไขต่างๆ ที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายของเด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีอนาคตไกล สุภาพ อ่อนโยนและค่อนข้างขี้อาย เกินจะรับได้ ไม่ว่าเพื่อนร่วมห้องทำไปเพราะความคึกคะนอง อยากเด่น เล่นพิเรนทร์หรืออะไรก็ตาม

 เดอะ เดลี่เมล์ รายงานว่า เช้าวันเกิดเหตุ เคลเมนติได้เขียนระบายความคับแค้นในเว็บบอร์ดของชาวเกย์แห่งหนึ่ง และตัดพ้อว่าเหตุใด จึงมีหลายคนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนร่วมห้อง เช่น มีคนเขียนบนเฟซบุ๊กของราวีว่า "เป็นยังไงบ้าง" "กลับเข้าไปในห้องพักอีกครั้งได้ยังไง"(หลังแอบถ่าย) เคลเมนติเฝ้าสงสัยว่าทำไมคนเหล่านั้น ไม่คิดบ้างว่าสิ่งที่เพื่อนร่วมห้องทำนั้น เป็นเรื่องอื้อฉาว และเป็นเรื่องที่ผิด

 การตายในวัยเยาว์ของเคลเมนติ ซึ่งเพิ่งเป็นที่รับรู้ของสาธารณะเมื่อวันพุธสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นกรณีล่าสุดของกระแสการใช้เทคโนโลยีสื่อสารอันทันสมัยกับเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ มาทำให้รูปแบบการกลั่นแกล้งรังแกโดยเฉพาะต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน เปลี่ยนโฉมไปสู่จุดอันตรายและโหดร้ายกว่าเดิม

 สตีเฟน โกลสไตน์ ประธานกลุ่มเพื่อสิทธิชาวเกย์ "การ์เดน สเตท อีควิลิตี้" กล่าวว่า ส่วนตัวถือว่าการตายของเคลเมนติ เป็นอาชญากรรมจากความเกลียดชัง “พวกเราสะอิดสะเอียนกับคนบางคนในสังคม อย่างพวกนักศึกษาที่พยายามแอบถ่ายวิดีโออันน่ารังเกียจ คิดทำลายชีวิตผู้อื่นเหมือนเป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่ง เมื่อคดีนี้ได้เข้าสู่ระบบยุติธรรมแล้ว พวกเราได้แต่หวังว่าผู้ที่กระทำความผิดจะได้รับบทลงโทษขั้นสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

 เยาวฮาราห์ แซนเดอร์ส ประธานกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการกลั่นแกล้งรังแก กล่าวว่า เคลเมนติเป็นเหยื่อรายล่าสุดในวัยรุ่นอย่างน้อย 4 คนแล้ว ที่ฆ่าตัวตายในสหรัฐในเดือนเดียวกัน เพราะการคุกคามรังควานที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเกย์ ไล่หลังเด็กวัย 15 ที่ผูกคอตายในรัฐอินเดียนา, เด็กวัย 13 ที่ยิงตัวตายในเท็กซัส และสัปดาห์ล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นมา เด็กวัย 13 เสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังจากพยายามแขวนคอตาย ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องช่วยกันหยุดกระแสเลวร้ายนี้เสียที  

 รายงานที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.cyberbullying.us ระบุว่า เด็กๆ แกล้งกันมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว แต่ในยุคนี้ เด็กเกเรมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพได้ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ มาช่วยทำให้การคุกคาม ข่มขู่ ทำให้เหยื่ออับอายขายหน้า หนักข้อขึ้นและง่ายดายขึ้น เช่นการแอบอัดคลิปวิดีโอเด็กคนอื่นๆ จากนั้นนำมาอัพโหลดให้ชาวโลกได้เห็น ช่วยกันให้คะแนน และเป็นเรื่องพูดคุยกันสนุกปาก

 รายงานบอกด้วยว่า มีเยาวชนที่ทนกับการถูกรังแกในโลกไซเบอร์ ระหว่าง 10-40% และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นประมาณ 20% ในกลุ่มเด็กวัย 11-18 ปี 

 อย่างไรก็ดี ดาบสองคมอย่างเว็บไซต์สังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และอื่นๆ ก็กลายเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายต่อต้านการรังแกได้ใช้ประโยชน์เช่นกัน โดยนอกจากมีการตั้งเฟซบุ๊กไว้อาลัยแก่เคลเมนติ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมหลายพันคนในเวลาอันรวดเร็วแล้ว และยังมีการเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาเรียกร้องให้ชาวนักศึกษารัตเกอร์ส แต่งดำไว้ทุกข์เมื่อวันศุกร์ โดยพวกเขาระบุว่าเพื่อแสดงพลังต่อต้านอาชญากรรมแห่งความเกลียงชัง การรังแก การคุกคาม การรุกรานความเป็นส่วนตัว และยุติความเจ็บปวดจากการมีชีวิตแหลกสลายเพียงเพราะรสนิยมทางเพศที่ต่างออกไป   

 ช่างบังเอิญอย่างน่าขนลุกที่โศกนาฏกรรมของเคลเมนติ เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ทางมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส เพิ่งเริ่มต้นโครงการปลุกสำนึกสุภาพชนในชื่อ Project Civility ซึ่งจะมีการรณรงค์ระยะยาวสองปี หวังให้ทุกคนตระหนักในความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมารยาทในการปฏิสัมพันธ์ โดยจะเน้นย้ำมากที่สุดคือ การไม่ใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

อุไรวรรณ นอร์มา
ที่มา: เอเอฟพี, นิวยอร์กไทม์ส, เดลี่เมล์