ข่าว

 "บัณฑิต"พลิกปม:"ข้อเท็จจริงข้อกฎหมายผมไม่ห่วง..แต่รำคาญกระแส"

"บัณฑิต"พลิกปม:"ข้อเท็จจริงข้อกฎหมายผมไม่ห่วง..แต่รำคาญกระแส"

03 ต.ค. 2553

"องค์กรกระบวนการยุติธรรมบ้านเรา ถ้าหากว่าหวือหวาไปตามกระแส บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ คุณต้องมั่นคงและแน่วแน่ ผมจึงได้บอกว่าเก่งและสุจริตไม่พอ ต้องมีความกล้าหาญในทางจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย"

 งวดเข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับการปิดฉากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

 ฝ่ายผู้ถูกร้องคือ ประชาธิปัตย์ถูกตั้งข้อสังเกตว่าพลาดท่าเสียทีให้แก่พยานฝ่าย กกต.ปากสุดท้าย "พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย" ที่งัดหลักฐานเด็ดเป็นเทปลับพร้อมกับเส้นทางการเงินที่อ้างว่าโยงใยถึงพรรคประชาธิปัตย์มาแฉกลางศาล

 ขณะที่กระแสทั้งจากภายนอกและภายในพรรคประชาธิปัตย์เริ่มลือกันหนาหูถึงชะตากรรมที่ทำให้พรรคเก่าแก่อายุ 64 ปี อาจถึงคราวต้องล่มสลาย

 กระนั้นเมื่อหันไปถาม "บัณฑิต ศิริพันธุ์" หัวหน้าคณะทนายความคู่บุญพรรคประชาธิปัตย์มานานนม กลับไม่สะทกสะท้านต่อกระแสกดดันต่างๆ แถมยังพกพาความมั่นใจเต็มเปี่ยมเหมือนเช่นการว่าคดีทุกครั้งที่ผ่านมา

 วันนี้ เขาตอบทุกคำถามต่อ "ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น" ทั้งประเด็นการต่อสู้ในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง รวมถึงเงื่อนงำต่างๆ ในคดี ในขณะที่การต่อสู้ทางคดีเหลืออีกเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น
 
หลักในการสู้คดีที่ผ่านมา การมุ่งทำลายน้ำหนักพยานกับการต่อสู้ในข้อเท็จจริง ระหว่าง 2 สิ่งนี้ ให้น้ำหนักอย่างไร?

 ที่กล่าวหาว่าเราสู้โดยมุ่งทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างเดียว ไม่ได้สู้เรื่องข้อเท็จจริง เป็นเรื่องเข้าใจผิด เราทำลายน้ำหนักพยาน เราพิสูจน์ให้เห็นว่า พยานของผู้ร้องที่ได้ให้การต่อดีเอสไอ ไม่ถูกต้องอย่างไร อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างไร เช่นที่ถามเรื่องประจวบ สังข์ขาว ที่มาให้การที่ดีเอสไออย่างหนึ่ง มาให้การที่ศาลอย่างหนึ่ง แล้วตอบเราอีกอย่างหนึ่ง

 เราซักไปมีว่าผลประโยชน์อย่างไร เขาก็ยอมรับว่าบ้านและที่ดินของเขา ขณะนี้มีนายตำรวจคนหนึ่งไปไถ่บ้านและที่ดินให้เขาจริงจากการขายทอดตลาดในราคา 4.8 ล้านบาท ซึ่งเราพิสูจน์ให้เห็นว่าตำรวจคนนั้น คือ ร.ต.อ. อรรถกวี ขุนพินิจ เป็นใคร คือ เป็นคนใกล้ชิดกับ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร และตำรวจคนนี้เป็นคนพานายประจวบไปพบกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายประจวบ ก็เสนอขอเงินไปไถ่บ้าน

 หลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อ 20 มีนา 2552 ผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน 28 พฤษภาคม 2552 ร.ต.อ.อรรถกวี ก็ไปไถ่บ้านและที่ดินของนายประจวบ จากการประมูลขายทอดตลาดที่ จ.นนทบุรี ในราคาเกือบ 5 ล้านบาท

 ซึ่งเรามีหลักฐานที่ ร.ต.อ.อรรถกวี ไปประมูลซื้อจากการขายทอดตลาด และบ้านหลังนั้น ร.ต.อ.อรรถกวี ก็ไม่ได้อยู่ แต่นายประจวบกับครอบครัวเป็นคนอยู่ คุณเชื่อหรือว่า คนธรรมดาอยู่ดีๆ จะเอาเงินสดในกระเป๋าไปไถ่ให้แก่นายประจวบ ซึ่งรู้จักกันไม่ถึง 2 ปี ผมถามนายประจวบว่า คุณเป็นเจ้าหนี้บุญคุณอะไรกับ ร.ต.อ.อรรถกวี นายประจวบตอบว่าไม่มี แล้วอย่างนั้นมันมีเหตุผลอะไร คนไม่ได้เรียนกฎหมายก็คิดได้ว่าอะไรเกิดขึ้น และประจวบยังยอมรับว่า บ้านที่ ร.ต.อ.อรรถกวี ซื้อมา ที่ยังไม่ได้ใส่ชื่อนายประจวบ เพราะเขามีหนี้เยอะ ถูกฟ้องล้มละลาย เจ้าหนี้ตามยึดได้

 และที่ผมถามนายประจวบว่า คุณเคยไปพบ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย ที่ดีเอสไอในห้องทำงาน พอเจอกันก็มีการจับมือกันแล้ว พ.ต.อ.สุชาติก็บอกกับประจวบ ว่าเรามาเป็นเพื่อนกันนะ มาเป็นพวกเดียวกัน ให้การยันไปเลยประชาธิปัตย์ ประจวบ ก็บอกว่าแหมผมก็เดือดร้อนช่วยผมหน่อย พูดถึงเรื่องบ้าน พ.ต.อ.สุชาติ ก็บอกว่าโอเค ไม่มีปัญหา เรื่องเงิน 5 ล้านบาท แต่ตอนนี้ให้การไปก่อน ถ้าจวบเสี่ยง จะเอา "จวบ" ไปไว้ที่เซฟเฮ้าส์ที่พัทยามีนายตำรวจ 2 นายดูแล

 คนที่มาเล่าให้ผมฟังเรื่องนี้เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ว่านายประจวบไปคุยในเดือนมกราคม 52 ปรากฏว่าพอผมถามเรื่องนี้ ประจวบ นั่งเฉย นั่งคิด ซึ่งถ้าไม่จริง ประจวบ ต้องย้อนแล้วว่าผมเอาอะไรมาพูด ไม่เข้าท่าเลย ผมไม่รู้เรื่องเลย แต่กลับยอมรับว่าไปพบนายตำรวจที่มหาดไทยจริง และผมก็ถาม พ.ต.อ.สุชาติ ถึงเรื่องนี้ด้วย สุชาติก็นิ่ง แล้วบอกว่า เรื่องอะไรจะตอบและถ้าเป็นเรื่องจริงก็ไม่มีใครพูด ซึ่งถ้าไม่จริง เป็นผมใครมาถาม ก็จะบอกว่าเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องไม่จริง เอาอะไรมาถาม นั่งเทียน

 ดังนั้น ในเมื่อเราพยายามพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ได้มาโดยมิชอบ การสอบสวนต่างๆ ก็ไม่ชอบ มาถึงขั้น กกต.ก็ไม่ชอบ  เพราะการสอบสวนระดับแรกมาไม่ชอบเพราะต้นน้ำมันไม่ถูกต้อง

คดีนี้ใช้ พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2541 หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2550 ?

 คดีนี้เกิดปี 2548 ต้องใช้ พ.ร.บ พรรคการเมือง ปี 2541 สำหรับคดีนี้คณะกรรมการสอบสวนของ กกต. ได้สอบสวนมาแล้ว 3 ครั้ง และทำความเห็นยกคำร้องทั้ง 3 ครั้งในประเด็นเงิน 29 ล้านบาท โดยมีมติเอกฉันท์ 5 ต่อ 0 ถึง 3 ครั้ง

 จากนั้นนายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ก็มีคำสั่งเมื่อ 17 ธันวาคม 52 ยกคำร้องตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทั้ง 3 ครั้ง โดยเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ใช้เงินที่ได้รับสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมาย และได้รายงานการใช้จ่ายเงินต่อ กกต. ถูกต้อง และคุณอภิชาตออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนเองไม่ยุบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและในฐานะที่เคยทำงานเป็นผู้พิพากษา ขอยืนยันว่าได้ตรวจอย่างละเอียดแล้ว ซึ่งเรามีเอกสารคำให้สัมภาษณ์ของคุณอภิชาตทั้งหมดและได้ส่งต่อศาลแล้ว

 แต่วันรุ่งขึ้น 18 ธันวาคม 2552 วันเดียวเท่านั้น จตุพร พรหมพันธุ์ ขู่เลยและให้ "ของลับ" จากนั้นก็ตามมาเป็น "ซีรีส์" เลย ไปจนถึงวันที่ 6 เมษา 53 "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" บุก กกต. แล้วประกาศว่า "ถ้าไม่ยุบภายในวันที่ 20 เมษา 53 จะยุบชีวิต กกต.ทุกคน" มีการเผาโลงศพ ซึ่งทั้งหมดเรามีหลักฐานจากหนังสือพิมพ์ และซีดี ซึ่งเป็นพยานเอกสารและส่งศาลหมดแล้ว

 ทั้งหมดนี้เป็นเหตุจูงใจที่ต่อมา 12 เมษายน 53 นายทะเบียนพรรคการเมือง กลับลากเรื่องนี้เข้าที่ประชุม กกต.อีก ถามว่าคุณมีอำนาจอะไร ซึ่งตามกฎหมายทำไม่ได้

กกต.อ้างได้หรือไม่ว่าถูก "เสื้อแดง" กดดัน จึงต้องรื้อคดีนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ใหม่ ?

 อ้างไม่ได้เลย หลัก "นิติรัฐ" ต้องมี คุณต้องมีความแน่วแน่และมั่นคง สมมติว่าผมเป็นผู้พิพากษา คุณเอาคนมาขู่ มาล้อมศาล แล้วผมไปเปลี่ยนคำวินิจฉัยใหม่ ไม่ไหวแล้ว บ้านเมืองมันอยู่ไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่แค่คุณเก่งและมีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว สังคมไทยปัจจุบันนี้ต้องเก่ง ซื่อสัตย์ และกล้าหาญทางจริยธรรมด้วย

 ผมสู้ไปทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนเพราะอะไร มันต้องมีเหตุผล คนเราเคยยกคำร้องมา หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน เอกสารก็ชุดเดียวกัน และไม่มีอะไรเพิ่มเติมที่จะต้องทำให้คุณเขวเลย แต่ทำไมคุณเปลี่ยน

 นอกจากนี้พอคุณอภิชาตถูกกดดันมากๆ เขาก็ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาตรวจสอบคณะกรรมการสอบสวนชุดที่เคยมีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินกองทุนพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการตั้งซ้อนขึ้นมา ซึ่งตามกฎหมายเราก็สู้ว่า ตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบ" ไม่ได้ เพราะตามระเบียบในการสืบสวนสอบสวนของ กกต. คุณตั้งได้เฉพาะคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเท่านั้น

 และตามระเบียบของ กกต. "คณะกรรมการตรวจสอบ" จะมีได้เพียงกรณีเดียว คือก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าผู้สมัครทุจริต กกต. จะให้ใบแดง แต่ก่อนที่จะให้ใบแดงได้ต้องส่งเรื่องไปยัง "คณะกรรมการตรวจสอบ" ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นอกจากนั้นตั้ง "กรรมการตรวจสอบ" ไม่ได้เลย ซึ่งคดีนี้เป็นเรื่องของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง คนละเรื่องกันเลย

มีการพยายามที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน?

 เรื่องเส้นทางการเงิน เขาพยายามสร้างภาพขึ้นมาเพื่อตีปี๊บให้สื่อเอาไปลง เขาเป็นฝ่ายกล่าวอ้างจึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ ฝ่ายผมซึ่งเป็นผู้ถูกร้องไม่มีหน้าที่พิสูจน์เรื่องเส้นทางการเงิน เพราะธุรกรรมระหว่างเมสไซอะกับทีพีไอ ผมไม่รู้เรื่อง

 ดังนั้นจะเขียน "ชาร์ต" โยงคนใกล้ชิดประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, นิพนธ์ บุญญามณี พรรคไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย คุณพิสูจน์มาสิว่าเส้นทางการเงิน พอมันไปพักอยู่ที่ ธงชัย ไปพักอยู่ที่ประจวบ แล้วมันเข้าพรรคเมื่อไหร่ เข้ากรรมการบริหารพรรคคนใด ชื่ออะไร วันที่เท่าไหร่ จำนวนเท่าใด แต่นี่ไม่มีอะไรเลย

 เวลา ประจวบ ธงชัย ขึ้นศาล รายการเงินที่เข้าคุณ ส่วนหนึ่งคุณนำไปใช้หนี้ ส่วนหนึ่งคุณพักเก็บไว้ ไม่กล้าใส่บัญชีของคุณเพราะถูกฟ้องล้มละลายอยู่ใช่หรือไม่ เจ้าหนี้ก็ยึดเอาไปซึ่งทั้งสองคนก็ยอมรับ ก็เลยหลบพักเงินไว้กับคนใกล้ชิด ในชั้นศาลจึงสืบกันได้แค่ เงินไปพักอยู่ที่เพื่อน-พี่-ญาติ ของประจวบและธงชัย เท่านั้น
 
ที่จริงเรื่องเส้นทางเงินไม่น่าพิสูจน์ยาก เพียงเอาบัญชีเงินฝากของ "บัญญัติ-ประดิษฐ์-นิพนธ์" มาแสดงก็น่าจะได้?

 นี่แหละเขามีหน้าที่ต้องพิสูจน์ เขาต้องไปสืบเอา หมายเรียกบัญชีมาเลย ย้อนหลังไปเลยตั้งแต่ปี 2547-48 มีมั้ยในช่วงนั้น แต่มันไม่มี คือเขาตรวจภายในแล้วมันไม่มี ดีเอสไอ สอบเรียบร้อยแล้วรู้ว่าไม่มี ก็ไม่อยากหมายศาลเรียกบัญชีมา เพราะยิ่งเรียกมา ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเรา ก็เลยอ้างว่าเงินเข้า "คนใกล้ชิด บัญญัติ-ประดิษฐ์-นิพนธ์"

ทำไมถึงไม่มีการซักถึงแผ่นชาร์ตเส้นทางเงินที่ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย นำมาแสดงต่อศาล?

 ก็ไม่มีชื่อของนายบัญญัติ นายประดิษฐ์เลย แล้วเราจะไปซักทำไม เพราะเราสู้มาตลอดว่าการที่บริษัททีพีไอกับบริษัท เมสไซอะ มีนิติสัมพันธ์ มีธุรกรรมต่อกันนั้น ทางพรรคไม่รู้เรื่องด้วย ถ้าเราล้วงไปซักแสดงว่า ออกมานอกหน้าแล้ว แต่นี่เราไม่รู้เรื่องเลย เอาแผ่นชาร์ตมาให้ดู ผมก็ไม่รู้เพราะเป็นทางเดินเงินของคุณ ผมไม่เกี่ยว แล้วจะไป "กินปูนร้อนท้อง" ทำไม ถ้ารู้ก็แสดงว่า ทางเราติดตาม รู้เรื่องหมด ไปตกหลุมพรางเขา

  เราบอกมาตลอดว่า ได้จ้างจริง จ่ายเงินจริง และเขาเอาของมาให้เราจริง ส่วนหลังจากเขารับเงินมาให้แล้ว เขาจะเอาเงินไปให้ใครต่อ ทางเราไม่รู้เรื่อง เขาจะไปออกใบกำกับภาษีปลอม ต้องการหลบภาษีเราก็ไม่เกี่ยว แต่ กกต. กลับจะเอาใบกำกับภาษีปลอมมาเล่นงานเราอีก บ้ากันใหญ่แล้ว

การที่ "คุณอภิสิทธิ์" เซ็นรับรองงบดุล "ซีเรียส" แค่ไหน ?

 เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคต้องเซ็นเพราะ 1.ทุกอย่างหลักฐานถูกต้อง ผู้สอบบัญชีของพรรค ตรวจสอบแล้วถูกต้อง คุณอภิสิทธิ์ได้ยื่นบัญชีดังกล่าวไปที่ กกต. และทาง กกต. ก็ตั้งบริษัท ทรัพย์อนันต์ ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีที่มีชื่อเสียง และ กกต.จ้างเองด้วย ตรวจสอบและได้รับรองว่าถูกต้อง กกต.ก็รับทราบและแจ้งกลับมายังเรา ซึ่งหลักฐานที่ กกต.แจ้งกลับมาว่ารับทราบเราได้ยื่นศาลหมด ดังนั้นเมื่อบัญชีถูกต้อง คุณอภิสิทธิ์เซ็นรับรอง ก็ไม่มีปัญหาอะไร

มีคนนำคดีนี้ ไปเปรียบเทียบกับพรรคเล็ก ที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบหมดซึ่งเกี่ยวกับการใช้เงินเหมือนกัน?

 ต่างกัน พรรคเล็กเหล่านั้นเอาเงินจาก กกต.มาแล้วไปใช้อย่างอื่นซึ่งมีหลักฐาน เป็นการอุปโลกน์ตั้งพรรคขึ้นมาแล้วหลอกเอาเงินจาก กกต. แต่พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว คดีของเรามันคนละเรื่องกัน

ระหว่างคดี 29 ล้าน กับคดีเงินบริจาค 258 ล้านของทีพีไอ อย่างไหนหนักกว่ากัน ?

 ทั้งสองคดีข้อกฎหมายอย่างเดียวกัน ข้อเท็จจริงก็เชื่อมโยงกัน เอกสารก็อันเดียวกัน ถ้าคดี 29 ล้านยกข้อกฎหมาย คดี 258 ล้าน ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ตอนนี้มีการสร้างกระแสว่า ต้องยุบถ้าไม่ยุบ เกิดเรื่อง คิดว่าศาลจะหวั่นไหวเหมือน กกต. หรือเปล่า?

 มันพยายามจะสร้างกระแสอย่างนี้ขึ้นมาว่าถ้าไม่ยุบประชาธิปัตย์ ศาลเบี้ยว ศาลช่วยประชาธิปัตย์

ทำให้หนักใจในการสู้คดีหรือเปล่า?

 ไม่หนักใจในการสู้คดี ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ผมไม่ห่วง แต่ผมรำคาญกระแส ซึ่งมันหลอกคนได้ ตอนนี้จะเห็นว่าเขามีการผลัดหน้ากันออกมาทุกวันเสด็จพี่ เสด็จน้อง จาตุรนต์ ใครต่อใคร จะประสานเสียงออกมาพูด ว่าถ้าไม่ยุบ มีการช่วย พรรคเล็กพรรคน้อยยุบหมด แต่ที่จริงมันคนละเรื่อง ข้อเท็จจริง ก็คนละอย่าง

ศาลน่าจะหนักแน่นกว่า กกต. ต่อแรงกดดัน?

 องค์กรกระบวนการยุติธรรมบ้านเรา ถ้าหากว่าหวือหวาไปตามกระแส บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ คุณต้องมั่นคงและแน่วแน่ ผมจึงได้บอกว่าเก่งและสุจริตไม่พอ ต้องมีความกล้าหาญในทางจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

ปกติตุลาการเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่?

 ผมคิดว่าตุลาการยังเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้มากกว่าทุกๆ องค์กรในขณะนี้ ในบรรดากระบวนการยุติธรรมด้วยกัน ผมยังคิดว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้ แต่ถ้าไปหวั่นไหวเหมือน กกต. บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ คุณทำลายระบบนิติรัฐ ถ้าหากความเป็นธรรมมันไม่มี กฎหมายบังคับใช้ไม่ถูกต้อง บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ต่อไปใครพวกมากลากไป ผมถูกคดีสำคัญ ผมก็เอาหัวคะแนนผมมา ระดมคนมาบีบ มาจุดระเบิด ยิงเอ็ม 79 บ้านเมืองไม่ต้องอยู่กันแล้ว จะเอาอย่างนั้นหรือ

ศาลจะเอาหลักรัฐศาสตร์มาคิดมั้ยว่าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ บ้านเมืองจะเกิดความปั่นป่วนขึ้นเยอะ?

 ถ้าคิดอย่างนั้นก็ฉิบหาย บรรลัยเลย ถ้าถูกต้องก็ต้องตัดสินไปตามความเป็นจริง ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าผิดเราก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเราไม่ผิดแต่คุณหวือหวาไปตามกระแส มันก็อยู่ไม่ได้ บ้านเมืองไปไม่ไหว

มองตุลาการคดีนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

 ท่านดีแทบทุกท่าน เราก็สบายใจในส่วนนี้ ก็เหมือนเราเล่นฟุตบอล ถ้าเรารู้ว่าเราเล่นเก่ง แล้วกรรมการแฟร์ เราไม่กลัว เราชนะ แต่ถ้าเราเก่งแต่กรรมการตุกติก พอจะเข้าลูกโทษเป่า แฮนด์บอลบ้าง เป่าล้ำเส้นบ้างอย่างนี้เจ๊ง แต่การหวั่นไหวไปตามกระแสก็ไม่น่าจะมีระดับนี้ แต่ถ้ามีก็เป็นเวรกรรมของบ้านเมือง และเราก็มั่นใจในส่วนของเราว่าทำไปดีที่สุด ส่วนท่านจะมองคนละมุมกับเราก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การสืบพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง 3 นัดที่เหลือ เป็นอย่างไร ?

 วันจันทร์นี้ บัญญัติ บรรทัดฐาน, ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ก็ขึ้นศาล ก็จะเบิกความว่าจ้างอย่างไร กกต.เข้าใจผิดอย่างไร ที่มากล่าวหาเราว่าทำก่อนอนุมัติทั้งที่ กกต.อนุมัติมาให้แล้ว 19 ล้านบาท ทางพรรคทำป้ายได้เลย และบัญญัติ ประดิษฐ์ ก็จะบอกว่าไม่เคยได้รับเงิน ไม่มีเงินเข้าบัญชีคนทั้งสอง ไม่เคยนำเงินเข้าพรรค ก็เป็นการไปเคลียร์ว่าไม่ได้รับเงินมาตามที่ถูกกล่าวหา
          
**ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น**
 
 
ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.oknation.net/blog/darknews/