
ผบ.ตร.ยันคนในวงการการเมืองเอี่ยวบึ้ม
ผบ.ตร.วอนจัดรำลึกตุลาฯในห้องประชุม ยัน คนในแวดวงการการเมืองเอี่ยวบึ้ม
(2ต.ค.) เวลา 15.40 น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานสถานการณ์ระเบิดรายวันและมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเดือนตุลาคม ที่จะมีกลุ่มต่าง ๆ จัดกิจกรรมและชุมนุมรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาคม โดยผบ.ตร.ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการพบนายกรัฐมนตรี
พล.ต.อ.วิเชียร ให้สัมภาษณ์ที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้าว่า การชุมนุมเพื่อรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาคมถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่จะต้องเตรียมรับสถานการณ์ โดยเฉพาะมาตรการทางการข่าว ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ขอความร่วมมือไปแล้วว่าขอให้จัดกิจกรรมในสถานที่ที่เหมาะสมเช่นห้องประชุม ก็จะทำให้การดูแลรักษาความปลอดภัยทำได้ง่ายขึ้นและอยู่ในกรอบของพรก.ฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้เกิดเหตุระเบิดรายวันเจ้าหน้าที่ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานอย่างไร พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการและบริหารเหตุการณ์ร้ายแรงที่พล.ต.อ.ภานุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นผู้บัญชาการศูนย์ และจะทำหน้าที่อย่างบูรณาการรวมทั้งขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นพื้นที่บริเวณโซนทางเหนือของกรุงเทพฯ ก็จะขอความร่วมมือจากกองทัพอากาศ ส่วนพื้นที่ฝั่งธนบุรี ก็จะขอความร่วมมือจากหน่วยอีโอดี ของกองทัพเรือ โดยในเบื้องต้นหน่วยงานเหล่านี้จะมีหน้าที่ระงับเหตุ ตรวจพิสูจน์หลักฐานทั้งหมด
เมื่อถามว่าสถานที่ราชการหรือพื้นที่อ่อนไหว อาทิ โรงพยาบาลศิริราช จะมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าว่า สถานที่เหล่านั้นอยู่ในแผนของเราอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าผบ.ตร.ระบุว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดรายวันนั้นมีความชัดเจนมากขึ้นหรือยัง พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ไม่ได้มีรายชื่อนั้น แต่บุคคลที่มีการเคลื่อนไหวอาจจะอยู่ในวงการนี้
ต่อข้อถามที่ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในวงการเมืองหรือเป็นคนใกล้ชิดนักการเมืองหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า มันคงไม่โยงไปชัดเจนขนาดนั้น เพราะถ้าชัดเจนขนาดนั้นคงเข้าไปจับกุมแล้ว แต่อาจจะมีสาเหตุมาจากการเมือง
เมื่อถามย้ำอีกว่า จะเรียกคนเหล่านั้นว่าเป็นเด็กของนักการเมืองได้หรือไม่ เพราะการเคลื่อนไหวมาจากการเมือง พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า พล.ต.ท.ภานุพงษ์ ได้แถลงไปแล้วว่ามีบุคคล 2-3 รายที่มีหมายของ ศอฉ.อยู่แล้ว และปรากฎหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดต่าง ๆ
ส่วนที่มีบุคคล 2-3 คนที่ปรากฎเป็นข่าวแล้วแต่ทำไมยังจับกุมและดำเนินคดีล่าช้า พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่าการติดตามพยานหลักฐาน บางครั้งต้องใช้การพิสูจน์ เช่นการพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
เมื่อถามว่าการพิจารณาต่ออายุพรก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลจะมีการพิจารณาประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่อื่น ๆ เพิ่มอีกหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ไม่น่าจะมีการประกาศเพิ่มและเท่าที่พูดคุยกันในศอฉ.นั้นเราจะพยายามประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
อย่างไรก็ตามในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเอาเชียยุโรป (เอเซม)ระหว่างวันที่ 3-8 ต.ค.ที่ประเทศเบลเยี่ยม หากเกิดเหตุการณ์อะไรก็จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบและระหว่างนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนก็มีอำนาจสั่งการได้



