ข่าว

ฉวยจังหวะดึงอนุพงษ์จัดทัพฝ่ายความมั่นคง

ฉวยจังหวะดึงอนุพงษ์จัดทัพฝ่ายความมั่นคง

02 ต.ค. 2553

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จะทิ้งเก้าอี้ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในพื้นที่เขต 1 จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้

 หลังจากคุมงานด้านความมั่นคงแบบเบ็ดเสร็จมานานเกือบ 2 ปีเต็ม แต่การสละเก้าอี้ในครั้งนี้ของ “สุเทพ” ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้

 และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหน่วยงานด้านความมั่นคงยังไม่สามารถควบคุมระเบิดที่เกลื่อนเมืองได้ในช่วงนี้แล้ว ถือว่าสถานการณ์บ้านเมืองสามารถเกิด “ภาวะเสี่ยง-ภาวะแทรกซ้อน” ได้ตลอดเวลา ทำให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ต้องเรียก “สุเทพ” หารือเพื่อปรับแนวทางการรับมือกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดต่างๆ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงเพื่อให้เกิดความกระชับมากยิ่งขึ้น

 โดยเฉพาะผู้ที่จะมาคุมงานด้านความมั่นคงแทน “สุเทพ" เพื่อไม่ให้งานด้านความมั่นคงสะดุด หรือชะงักกลางคัน ทั้งๆ ที่รัฐบาลยังสามารถบริหารงานต่อไปได้

 คนที่จะมาคุมงานด้านความมั่นคงไม่ใช่ใครอื่น เพราะถูก “ล็อกตัว” ตั้งแต่แรกแล้ว คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่คาดว่าจะเข้ามาดูแลงานด้านความมั่นคงในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

 เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ “อภิสิทธิ์” จะรับงานรองนายกฯ ด้านความมั่นคงมาทำเองทั้งหมด

 ดังนั้น “เบอร์ 1” ที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจคงหนีไม่พ้น พล.อ.ประวิตร ที่มีความเหมาะสมในช่วงที่ “รัฐบาล-กองทัพ” เกื้อหนุนเป็นเนื้อเดียวกันแบบนี้

 เมื่อ พล.อ.ประวิตร ขยับ ถามว่าใครจะมารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม?

 ชื่อของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ก็โผล่ขึ้นมาทันที

 ถึงแม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์จะบอกว่า หลังเกษียณอายุแล้ว จะพยายามหนีให้ไกลที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว หรือการเมืองก็ตาม

 เพราะจะว่าไปแล้ว ด้วยสภาพของรัฐบาลที่จำต้องมีพี่เลี้ยงที่เข้มแข็งอย่างกองทัพ การเปลี่ยนแปลงในด้านความมั่นคง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรง

 แต่จะหันไปหาผู้ที่ผ่านกองทัพไปแล้ว ก็ยากที่จะวางใจ ทั้งในส่วนของรัฐบาลกับคนผู้นั้น หรือระหว่างคนผู้นั้นกับกองทัพ ที่ต่างก็รับรู้กันดีว่า "บูรพาพยัคฆ์" กำลังอยู่ในช่วงสำคัญในการวางฐานรากเพื่อความมั่นคงถาวร

 การเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่สอดแทรกเข้าไปในจังหวะนี้ อาจเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ทุกเมื่อ

 พล.อ.อนุพงษ์ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด !

 ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ก็วางฐานอำนาจไว้อย่างรัดกุม และทำหน้าที่พี่เลี้ยง ดูแลรัฐบาลให้รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

 โดยเฉพาะวิธีการจัดการกับแกนนำกลุ่มตรงกันข้ามกับรัฐบาล ที่ทำให้การเคลื่อนไหวในระดับที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลนั้นแทบไม่เหลือให้เห็น

 การหน่วงเวลาพักผ่อนด้วยตำแหน่ง รมว.กลาโหม จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 ถึงแม้จะถูกครหาว่า "แทนบุญคุณ" หรือ "ปูนบำเน็จ" ก็ตามที

 เพราะหากดูไปถึงผลที่ 3 พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ยังนั่งคุมในส่วนยอดของกองทัพ และทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพย่อมตรงเป้าหมายมากกว่า

 ยิ่งหากว่ารัฐบาลคิดจะให้มีการเลือกตั้งในปี 2554 ยิ่งทำให้จุดนี้มีความจำเป็นมากขึ้นไปอีก

 ดังนั้นการทิ้งเก้าอี้ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในครั้งนี้ คงต้องจับตามองชนิดห้ามกะพริบ เพราะการเดินเกมครั้งนี้ของรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์และมีพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะคู่ต่อสู้อย่างพรรคเพื่อไทย ก็มิอาจมองข้าม

 ถามว่าบทบาทจากนี้ไปของ “สุเทพ” จะเป็นอย่างไรหากว่า ตำแหน่งทางการเมืองไม่มีแล้ว

 คำตอบที่มากับสายลมก็คือ เนวิน ชิดชอบ แห่งภูมิใจไทย เป็นอย่างไร สุเทพก็อาจเป็นแบบนั้น

 ดังนั้นการหารือลับระหว่าง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ คงไม่มีอะไรมาก โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แม้ไม่มี “สุเทพ” ก็มี พล.อ.ประวิตรที่จะเข้ามารับหน้าเสื่อแทนได้อย่างไร้กังวล เพราะเหล่าบรรดา ผบ.เหล่าทัพ ก็พร้อมที่จะอ้าแขนรับ พล.อ.ประวิตร อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

 แต่ทุกอย่างก็มิอาจนิ่งนอนใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะสถานการณ์ข้างหน้าอาจทำให้ "แผน" ถูกปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกได้ทุกเมื่อ

 เพราะสิ่งที่ทำให้ “รัฐบาล-กองทัพ” วิตกกังวลคือ “กลุ่มใต้ดิน” ที่ยังทรงอิทธิพลในการปฏิบัติการป่วนเมืองสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็น “จุดอ่อน” ที่ “รัฐบาล-กองทัพ” ยังไม่สามารถหาทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ได้สำเร็จ

ทีมข่าวความมั่นคง