ข่าว

มาร์คเสียดายบัณฑิตทิ้งธปท.เชื่อไม่ได้ขัดแย้งประสาร

มาร์คเสียดายบัณฑิตทิ้งธปท.เชื่อไม่ได้ขัดแย้งประสาร

01 ต.ค. 2553

นายกฯเสียดาย“บัณฑิต ” ทิ้งธปท. เชื่อไม่ได้ขัดแย้งกับ“ประสาร” ไม่เชื่อค่าเงินบาทแตะถึง 28 บ.ต่อดอลลาร์ฯ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 ต.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายบัณฑิต นิจถาวร ลาออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อไปสมัครคัดเลือกผู้อำนวยการของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน +3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ว่า ตนพูดตั้งแต่การสรรหาผู้ว่าธปท.คนใหม่แล้วว่ารู้สึกเสียดาย เพราะโดยส่วนตัว ตนรู้จักนายบัณฑิต แต่เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของนายบัณฑิต ขณะที่ตัวองค์กรก็ต้องเดินต่อ โดยมีการสรรหาตัวบุคคลเข้าไปทำหน้าที่นี้แทน  

 เมื่อถามว่าการลาออกของนายบัณฑิต เป็นเพราะมีความเห็นในด้านนโยบายที่แตกต่างกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าฯธปท.คนใหม่ ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะยังไม่ทันจะเริ่มทำงานเลย แต่อาจเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลส่วนตัวของนายบัณฑิตมากกว่า   เมื่อถามย้ำว่าเป็นเพราะมีปัญหาความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีๆ ตอนนี้เข้าใจแนวทางตรงกันหมด

 เมื่อถามว่าการที่นายบัณฑิตเป็นรองผู้ว่าฯธปท.ที่ดูแลเสถียรภาพทางการเงิน แต่ขณะนี้เกิดปัญหาค่าเงินบาท จะทำให้เกิดสูญญากาศในการแก้ปัญหานี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ในองค์กรได้มีการหารือกับรัฐบาลในเชิงนโยบายและมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องสภาพปัญหาของค่าเงินบาท โดยมีการวิเคราะห์สาเหตุตรงกัน ทั้งการนำตัวเลขและรายละเอียดมาดูว่าเงินที่ไหลเข้าเป็นอย่างไร เข้าไปที่ใด ในช่วงใด เกี่ยวข้องกับปัจจัยหรือตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจใดบ้าง อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์ผลกระทบตรงกัน รวมถึงหลักคิดในการจัดการกับปัญหาก็ตรงกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่เราเคยชี้แจงแล้ว ดังนั้น แนวนี้ยังไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร จึงไม่เป็นเหตุที่ต้องกังวลว่าจะมีความไม่เข้าใจหรือสูญญากาศว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร

 เมื่อถามถึงการที่กระทรวงการคลังต้องการให้ ธปท.ทบทวนเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติที่หน่วยงานข้างนอกจะให้น้ำหนักกับการขยายตัวหรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และมีกรณีของค่าเงินบาทด้วย แต่ ธปท.มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพทางราคา ซึ่งเขาก็ต้องถือตรงนั้นเป็นภารกิจหลัก แต่ความห่วงใยในแง่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับค่าเงิน หรือจะกระทบต่อการฟื้นตัวหรือไม่นั้น มีการพูดคุยกันในกรอบของคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)หรือกรอบต่างๆ ซึ่งตนคิดว่านโยบายที่ธปท.กำลังเดินอยู่นั้น ไม่เป็นปัญหาและไม่มีความขัดแย้งอะไรกับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการที่ต้องเร่งดำเนินการคือการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะ ซึ่งกระทรวงการคลังดำเนินการอยู่ในเรื่องของสินเชื่อและการอำนวยความสะดวกในการประกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน

 เมื่อ ถามว่ามีความกังวลว่าค่าเงินบาทอาจไปถึงอัตรา 28 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกมาก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกยังได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบคือรายได้ของผู้ส่งออก โดยยังมีการส่งออกได้แต่รายได้ที่เข้ามานั้นเริ่มสร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออก ซึ่งจะหนักต่อผู้ส่งออกที่ไม่ได้ใช้วัตถุจากต่างประเทศ หรือผู้ที่ไม่ได้นำเข้าจากต่างประเทศมาเป็นทุนหรือวัตถุดิบ จึงต้องเจาะจงไปดูแลที่กลุ่มนี้ ส่วนค่าเงินบาทจะไปถึงอัตราที่ 28 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯหรือไม่นั้น ไม่มีใครตอบได้ แต่ตนคิดว่าอย่าไปมองว่าเวลาอะไรที่มีการขึ้น ทุกคนมักจะมองว่ามันจะขึ้นไปเรื่อยๆ หรือเวลาอะไรที่ลง คนมักจะมองว่ามันจะลงไปเรื่อยๆ แต่ที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทั้งนี้ ประเด็นหลักคือเราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เราไม่กำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนและไม่บอกว่าเราจะต้องไปแทรกแซงเพื่ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ไหน อย่างไร เพราะนโยบายการแทรกแซงนั้นจะทำเพื่อลดความผันผวนเป็นหลัก