
อภิสิทธิ์แจงประวิตรเหมาะนั่งผอ.ศอฉ.แทนสุเทพ
ศอฉ. เผย อภิสิทธิ์ เซ็นตั้ง ประยุทธ์ หน.ผู้รับผิดชอบสถานการณ์แล้ว โยนรัฐบาลตัดสินใจตั้งใครแทน สุเทพ หลังลาออก 8 ต.ค.นี้ เผย สั่งห้าม พันธมิตร ชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะอาจหมิ่นเหม่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พบข้อมูลเดือน ต.ค.มีเหตุสร้างสถานการณ์ ด้าน ผบ.
(1ต.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เป็นประธานการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
หลังจากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. กล่าวถึงการปรับโครงสร้าง ศอฉ. โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินท่านใหม่แล้ว คือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบโดยตำแหน่ง ส่วนนายสุเทพ ยังเป็น ผอ.ศอฉ.จนกว่าจะลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 ตุลาคม 2553 ส่วนนายสุเทพ ลาออกไปจะตั้งใครก็แล้วแต่รัฐบาล นอกจากนี้ นายสุเทพ ได้เล่าในที่ประชุมว่า รัฐบาลมีการหารือถึงการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯบางจังหวัด ส่วนรายละเอียดนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แถลง ส่วน ศอฉ.ได้เสนอมุมมองของฝ่ายมั่นคง หากบอกไปแล้วรัฐบาลไม่ตกลงใจจะเป็นการกดดันรัฐบาล ดังนั้น ให้รอฟังนายกฯเป็นผู้แถลงดีกว่า เบื้องต้น ศอฉ.เสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเบื้องต้น 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ เคยพูดว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นจังหวัดสุดท้าย เพราะเป็นสถานที่ละเอียดอ่อน
เมื่อถามว่า การลาออกของ นายสุเทพ ในช่วงรอยต่อการดูแลสถานการณ์ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีการหารือ แต่ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะเรื่องการแต่งตั้ง ผอ.ศอฉ. เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีว่าต้องการแต่งตั้งใคร และมอบหมายให้ใคร แต่วันนี้นายสุเทพ ยังรับภารกิจเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ ทั้งนี้ นายกฯมีภารกิจที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ โดยจะกลับมาก่อนวันที่ 8 ตุลาคม ที่นายสุเทพจะลาออก จึงเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการ ส่วนวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ที่นายสุเทพ ระบุจะลาออก ก็ต้องเป็นหน้าที่ของนายกฯที่จะตั้งผู้ใดแทน
เมื่อถามถึงการวิเคราะห์ระเบิดรายวัน พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มองได้หลายมุม บางคนมองว่าทำไมมีเหตุการณ์แบบนี้ มีกลุ่มสร้างความวุ่นวายพยายามไม่ให้เกิดความสงบ อีกมุมถ้ามองในแง่ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารมีมาตรการต่างๆในเรื่องการกวดขันดูแล ระบบมาตรการรักษาความปลอดภัย ของหน่วยงานราชการ การตั้งจุดตรวจเฝ้าระวัง สายตรวจร่วม จักยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว ชุดตรวจสอบวัตถุระเบิดโดยเฉพาะของกองทัพ เราย้ายออกจากที่ตั้งกรมสรรพาวุธไปอยู่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มาตรการเหล่านี้ทำให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธสงครามที่ผิดกฎหมายก็เกรงกลัวความผิด เริ่มเอาออกมาอยู่ในจุดที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบได้ ดังนั้นจึงมองได้ 2 มุม อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆสามารถดูแลได้
“รองนายกฯและ ผบ.ทบ. ได้กำชับในที่ประชุม ศอฉ. ช่วงเดือนตุลาคม มีข้อมูลข่าวสารระบุ มีความเป็นไปได้ที่มีความพยายามสร้างสถานการณ์เหมือนเดิม ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูแลความรักษาความปลอดภัยสถานที่และตัวบุคคล” พ.อ.สรเสริญ กล่าว
เมื่อถามถึงการขู่วางระเบิดโรงพยาบาลศิริราช มีการวางมาตรการอย่างไร พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยถือว่าดีที่สุดอยู่แล้ว เมื่อถามถึงวันที่ 7 ตุลาคมที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศชุมนุม ในขณะที่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า สมัยตอนเสื้อแดงชุมนุมก็ไม่ได้ขออนุญาตแต่ได้มีการตรวจสอบหระว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำ เราก็แจ้งไปว่าชุมนุมไม่ได้ เพราะผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเดี๋ยวจะเป็นข้ออ้างกับสีอื่นฝ่ายอื่น
“ไม่ว่าเป็นกลุ่มใดก็แล้วแต่ยึดมาตรฐานเดียวกัน เท่าที่ทราบขณะนี้ได้ทำหนังสือขอชุมนุมมาแล้ว โดยมีเนื้อหาร้องขอตั้งพิธีขนาดเล็กเพื่อขอทำพิธีสงฆ์ และใช้เครื่องขยายเสียงบ้าง โดยขอใช้สถานที่ลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 โดยนายสุเทพ ได้มอบหมายให้เลขา สมช.ทำหนังสือแจ้งกลับไป ว่าสถานที่สาธารณะลานพระบรมรูปฯ ไม่เหมาะสม หมิ่นเหม่ผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน การจัดกิจกรรมเวทีปราศรัยไม่ได้ ใช้เครื่องขยายเสียงไม่ได้ ถ้าจะมีเครื่องขยายเสียงก็ให้ใช้โทรโข่งขนาดเล็ก ทั้งนี้ วันนี้สังคมเรียกร้องไม่อยากมีการเคลื่อนไวของทุกฝ่าย แต่ถ้าจะจัดกิจกรรมก็ไม่เป็นไร แต่ขอไปใช้สถานที่ปิดจะเหมาะสมกว่า เช่น หอประชุม” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวถึงในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ พูดในที่ประชุมศอฉ. ถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และยืนยันระบบที่มีถือว่าดีรัดกุม แต่ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นส่งผลให้อาวุธสูญหายเป็นเรื่องตัวบุคคล โดย ผบ.ทบ.ได้สั่งการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และต้องมีการดับเบิลเช็คและตรวจสอบสายงานต่างๆ รวมถึงคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้มีการตรวจสอบมากกว่าเดิม ส่วนเจ้าหน้าที่ลูกจ้างประจำหรือข้าราชการที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการทำประวัติอย่างละเอียด ดังนั้น ก็ให้ความมั่นใจกับทุกฝ่ายเราพยายามทำอย่างดีที่สุด
ขณะที่ พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอานาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า การใช้สถานที่ลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 ในการกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องขออนุญาตที่สำนักพระราชวัง ไม่ใช่อำนาจหรือสิทธิของกรุงเทพมหานคร ที่จะอนุญาตใครให้ใช้พื้นที่ลานพระบรมรูปฯ
ถวิลเผยสุเทพชงครม.ให้ประวิตรนั่งผอ.ศอฉ.แทน
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงเเห่งชาติ ให้สัมภาษณ์หลังการเข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีโดยใช้เวลา 15 นาทีว่า ได้หารือเรื่องผอ.ศอฉ.ที่จะมาทำหน้าที่เเทนนายสุเทพที่จะลาออกไปสมัครส.ส.สุราษฎร์ธานี โดยนายสุเทพจะเสนอให้ครม.ทราบว่าจะมอบให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มาดำเนินการแทนระหว่างที่นายสุเทพลาไปสมัครเลือกตั้ง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพให้ความเห็นชอบแล้ว ส่วนจำเป็นต้องแต่งตั้งรองผอ.ศอฉ.แทนพล.อ.ประวิตร หรือไม่นั้น คงไม่มี
เมื่อถามว่าการดูแลสถานการณ์หลังจากที่มีการวางระเบิดหลายจุดในกทม.และมีรายงานว่าจะมีการวางระเบิด 8 จุดสำคัญ นายถวิล กล่าวว่า เคยเรียนแล้วว่ารายงานด้านการข่าวก็มีการคุยกันตลอดเวลาระหว่างหน่วยข่าวต่างๆ แต่ข่าวที่ออกมานั้นไม่สามารถยืนยันได้ หากประชาชนรับรู้อาจตื่นตระหนกตกใจ เมื่อถามว่า 8 จุดนี้จะมีมาตรการดูเเลอย่างไร นายถวิล กล่าวว่า ยิ่งกว่า 8 จุด เราคุยกันอยู่แต่ไม่ควรนำไปบอกประชาชนเพราะเราคงไม่สามาถยืนยันได้อย่างนั้น แต่เป็นเรื่องที่บอกกล่าวกันเองภายในหน่วยงานความมั่นคง และพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ดูแลส่วนนี้อยู่ และการทำงานในช่วงนี้ผบ.ตร.น้ำหนักตัวลดลงสองกิโลกรัมแล้วเพราะลงตรวจพื้นที่ทุกคืน
เมื่อถามว่าเดือนนี้จะเป็นเดือนสัญลักษณ์ทางการเมืองเพราะมีหลายวันที่เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ต่างๆจะมีมาตรการรองรับอย่างไร นายถวิล กล่าวว่า คงไม่มีอะไร และน่าจะเป็นการแสดงออกทางการเมือง เช่นวันที่ 6 ต.ค. และวันที่ 14 ต.ค. หรือวันที่ 7 ต.ค.เป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลง ส่วนจะมีการห้ามหรือประสานก่อนที่จะมีการชุมนุมหรือไม่นั้น ศอฉ.ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปห้ามจัดการชุมนุมทางการเมืองหากไม่เป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ถือว่าไม่มีปัญหาอะไร เช่นคนเสื้อแดงเคยชุมนุมในช่วงก่อนหน้านี้ก็ชุมนุมได้ แต่ทางที่ดีควรจะช่วยกันทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยเพราะถือเป็นเรื่องที่ดี
ส่วนการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในจ.ขอนแก่น อุบลราชธานี และนครราชสีมา นั้น นายถวิล กล่าวว่า นายกฯบอกแล้วว่าจะยกเลิก และถือว่า 3 จังหวัดในภาคอีสานยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ส่วนในกทม.และปริมณฑลนั้นจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมครม.อีกครั้ง
อภิสิทธิ์แจง"ประวิตร"เหมาะนั่งผอ.ศอฉ.แทน"สุเทพ"
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือและการพิจารณางานด้านต่างๆที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลอยู่ก่อนที่นายสุเทพจะลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปลงสมัครชิงตำแหน่งส.ส.สุราษฎร์ธานีเขต1 ว่า จากการที่ได้เชิญนายสุเทพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง กระทรวงยุติธรรม มาหารือเพื่อที่จะเตรียมการสำหรับการบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านความมั่นคง โดยเมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน ตนได้ลงนามยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ 3 จังหวัดประกอบด้วยจังหวัดนครคราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี จะทำให้ขณะนี้มีพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ 4 จังหวัด คือกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการและปทุมธานี โดยในส่วนที่เหลือครม.จะมีการประชุมในวันที่ 5 ต.ค.เพื่อพิจารณาว่าจะมีการประกาศใช้ต่อหรือไม่อย่างไร ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และหน่วยงานความมั่นคงก็คงจะเสนอข้อมูลประกอบไปยัง ครม. ซึ่งการประชุม ครม.ในวันที่ 5 ตุลาคม จะมีนายสุเทพ ทำหน้าที่ประธานการประชุม
“ส่วนจะมีการคงไว้ในส่วนของพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ครม.จะเป็นผู้พิจารณา แต่ความจำเป็นในเบื้องต้นขณะนี้ที่มีการรายงานมานั้นก็จะเป็นในเรื่องปัญหาการก่อวินาศกรรมซึ่งเรามีความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการและใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อที่จะไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่าในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะมีช่องทางใดตามกฎหมายปกติได้หรือไม่ ถ้ามีก็จะสามารถที่จะลดการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินลงไปได้ในอนาคต ขณะนี้เดียวกันผมได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ ศอฉ.แทนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เกษียณอายุราชการด้วย”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการที่ได้ให้มีการสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาเพื่อทราบว่ามีการใช้อำนาจในเรื่องใด อย่างไรก็ทราบว่าในแง่ของการดำเนินคดีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุม จะมีประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งถูกดำเนินคดีหลังจากเกิดเหตุการณ์หรือระหว่างเกิดเหตุการณ์บางส่วน และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอยู่ระหว่างการถูกคุมขังอยู่ในสถานที่ต่างๆทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ตนจึงได้ขอข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กมส.) ซึ่งมีความห่วงใยเพราะมีการพูดถึงปัญหาการจับกุมคุมขังประชาชน เรียนว่าส่วนใหญ่จะมีเรื่องของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และมีการดำเนินการตามประมวลวิธพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) รวมอยู่ด้วย อาจจะมีบางส่วนที่เป็นเรื่องของการจับกุมในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยตรง
“ก็ได้ขอให้ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบรายละเอียดผู้ที่ถูกคุมขังทั้งหมด 184 คน ว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการใช้อำนาจที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ โดยให้ขอข้อมูล และขอความร่วมมือจาก กมส.ในการที่จะช่วยให้ข้อมูลอีกทางหนึ่งเพื่อพิจารณาต่อไปว่าในกรณีที่เห็นว่าการดำเนินการที่เคยเกิดขึ้นตาม พ.ร.ก.อาจจะมีความเหมาะสมที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการต่อไปได้ ก็เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาที่ยังมีความเข้าใจว่ามีการไปคุมขังใครโดยไม่สมควร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อมูลจากองค์กรเอกชนที่บอกว่ายังมีบุคคลสูญหายแต่ยังไม่พบอยู่จำนวน 25 คน แต่ทั้ง 25 คนนั้นยังไม่ชัดเจนว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการชุมนุมหรือไม่ก็จะขอให้ทางตำรวจเร่งติดตามกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมไปถึงให้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องในข้อมูลที่มีการให้ข่าวว่ามีนักเรียนถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ซึ่งรายงานล่าสุดยืนยันว่าไม่มีนักเรียนถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ แต่จะถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานพินิจหรือไม่นั้นก็กำลังให้ตรวจสอบเพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจจากการที่มีการใช้กฎหมายพิเศษ ในส่วนความรับผิดชอบงานในคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่นายสุเทพดูแลอยู่ประมาณ 30 คณะ นั้น ก็ได้มีการสรุปแล้วว่ามีเรื่องใดที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณา ตนก็รับทราบว่าจะต้องเร่งในเรื่องไหนก่อนและหลัง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ มาหารือเรื่องนโยบายการทำงานหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ต้อง เพราะที่ผ่านก็คุยกันมาตลอดทั้ง 2 เดือนแล้ว เมื่อถามว่าจะมอบหมายให้ใครดำรงตำแหน่งผอ.ศอฉ.แทนนายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะให้ที่ประชุมครม.พิจารณาพร้อมๆกับการจะต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ในกทม.และปริมณฑล ส่วนชื่อของพล.อ.ประวิตรที่จะเป็นผอ.ศอฉ.แทนนั้นมีความเหมาะสมที่เป็นรองผอ.ศอฉ.อยู่แล้ว แต่ทั้งหมดจะเป็นเรื่องที่ครม.จะพิจารณาในวันที่ 5 ตุลาคม เนื่องจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 6 ตุลาคม ทั้งนี้นายสุเทพจะทำหน้าที่ดูแลอยู่ เพราะเท่าที่ทราบในวันที่ 6 – 7 ตุลาคม ยังไม่สมัครลงรับการเลือกตั้งส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยจะลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯในวันที่ 7 หรือ 8 ต.ค.
เมื่อถามว่าหน่วยงานความมั่นคงระบุว่าในช่วงเดือนตุลาคมจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มีรูปแบบใดที่น่าเป็นห่วง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รูปแบบที่ติดตามกันอยู่เป็นความต่อเนื่องเรื่องระเบิด การก่อวินาศกรรม หรือการก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งพล.อ.ประวิตรได้เข้ามารายงานให้ทราบแล้วว่าได้เตรียมการไว้อย่างไร โดยในวันที่ 2 ตุลาคม ตนจะนัดพบกับพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.
เมื่อถามว่าได้ประเมินเป้าหมายของการก่อวินาศกรรมคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องต่อเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ต้องการจะทำในพื้นที่สัญลักษณ์ ต้องการที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เป็นเรื่องที่ศอฉ.ได้วางมาตรการต่างๆ ซึ่งดูจะเข้มข้นขึ้นในช่วงนี้ คิดว่าจะปรับแนวทางบางอย่าง ซึ่งคิดว่าน่าจะช่วยให้เหตุการณ์ดีขึ้น ส่วนการกำหนดจุดเฝ้าระวัง 8 จุดนั้น เขากำหนดจุดต่างๆไว้แล้ว แต่ตนไม่ขอลงรายละเอียด เพราะเราต้องระวังในช่วงที่ผ่านมามีความหลากหลายในที่ที่เกิดเหตุ เราจะกำหนดเฉพาะจุดคงไม่ใช่ เมื่อถามว่า การรักษาราชการแทนตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ระยะเวลา 1 เดือน เกรงว่าจะเกิดเหตุท้าทายเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นปัญหา ตนรับผิดชอบในภาพรวมอยู่แล้ว กลไกส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ได้ปรับปรุงวิธีการทำงานต่างๆ ซึ่งตนติดตามใกล้ชิดอยู่แล้ว
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจะติดตามขยายผลจากการจับกุมและข้อมูลที่ได้ รวมถึงมาตรการป้องกันการฝึกซ้อมจะเข้มข้นขึ้น และจะมีมาตรการเชิงรุกบางอย่าง เมื่อถามว่า มาตรการเชิงรุกมีอะไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ซึ่งขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ แต่อยู่ในกรอบของกฎหมายไม่มีอะไรตื่นเต้น เมื่อถามว่าขณะนี้ใกล้ได้ตัวผู้บ่างการอยู่เบื้องหลังมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ข้อมูลในเชิงการเชื่อมโยงเครื่อข่ายและนำไปสู่ผู้ต้องสงสัยมีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ แต่การที่จะให้ได้ถึงตัวคงจะต้องมีพยายานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อความหนักแน่น”
เมื่อถามว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับศอฉ. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ทางฝ่ายของบ้านเมืองจะไปก่อเหตุความวุ่นวาย ไม่ได้อะไร เพราะว่าเราคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง และอยากเชิญชวนให้คุณชัจจ์ช่วยประณามคนที่ก่อความรุนแรง มากกว่าที่จะเอามาเป็นประเด็นการเมือง เมื่อถามว่า พล.ต.ท.ชัจจ์ ต้องการให้ศอฉ.ชี้แจงงบประมาณของศอฉ.ที่ใช้ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท นายอภิสิทธิ์ย้อนถามว่า 100 ล้านไหน ต้องขอทราบว่าเขาหมายถึงอะไร ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นเบี้ยเลี้ยงตามเกณฑ์ตามสิทธิ
เมื่อถามว่าถ้าวันหนึ่งต้องยุบศอฉ.จะมีการชี้แจงการใช้งบประมาณหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ เมื่อถามว่าศอฉ.มีงบลับจะตรวจสอบอย่างไร นายกฯ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีงบลับ



