
โพลล์ชี้ประชาชนชาวไทยมีความสุขลดลง
เอแบคโพล เผย ผลสำรวจความสุขมวลรวมหรือ GDH คนไทยพบมีความสุขลดลงจาก 6.77 อยู่ที่ 6.57 คนกรุงน่าห่วงมากที่สุด มีความสุขน้อยกว่าภาคอื่นเหตุสถานการณ์การเมือง-ไม่ได้รับความเป็นธรรม ค้านนิรโทษกรรมปล่อยกฏหมายจัดการ ขณะที่ความจงรักภักดี-ครอบครัวทำคนไทยมีความสุขม
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน(Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ( Cornell University) เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง แนวโน้มความสุขมวลรวม GDH ของคนไทยภายในประเทศประจำเดือนกันยายน 2553 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้ที่พักอาศัยอยู่ใน 28 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สระบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครนายก สระแก้ว ชลบุรี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เลย หนองคาย กาฬสินธุ์ พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ อุทัยธานี สุโขทัย เพชรบูรณ์ สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานีและสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 5,059 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจพบว่า ดัชนีความสุขของประชาชนคนไทยภายในประเทศวันนี้ในเดือนกันยายนปีนี้“ลดต่ำลง” จากระดับความสุขที่เคยสำรวจพบในเดือนกรกฎาคม คือจาก 6.77 มาอยู่ที่ 6.57 จากคะแนนความสุขเต็ม 10 คะแนน แต่คนไทยก็มีความสุขโดยเฉลี่ยสูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่อง สถานการณ์การเมือง ความไม่เป็นธรรมทางสังคม สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่พบว่า เป็นปัจจัยสำคัญดึงให้ระดับความสุขมวลรวมของประชาชนภายในประเทศลดต่ำลง
ทั้งนี้เมื่อพิจารณารายละเอียดของดัชนีความสุขแต่ละรายการจำแนกกลุ่มประชาชนที่อาศัยตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ พบว่า ประชาชนที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานครมีค่าคะแนนความสุขอยู่ในขั้นที่ “น่าเป็นห่วงมากที่สุด” เพราะค่าความสุขของประชาชนคนกรุงเทพมหานครในทุกตัวชี้วัดต่ำกว่าประชาชนในภาคอื่น ๆ ของประเทศ ที่อยู่ในขั้นวิกฤตคือค่าคะแนนความสุขต่ำสุดของคนกรุงเทพมหานครคือ ได้เพียง 3.93 คะแนนในดัชนีชี้วัดความสุขต่อสถานการณ์การเมืองของประเทศ และเรื่องที่อยู่ในขั้นวิกฤตอื่น ๆ ของคนกรุงเทพมหานคร คือ ความเป็นธรรม ไม่เป็นธรรมทางสังคมที่ตนเองได้รับ มีค่าความสุขเพียง 4.60 เรื่องสภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีเพียง 4.62 และเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทย คนไทยในสายตาต่างชาติได้เพียง 4.81
จากการสัมภาษณ์เจาะลึกเชิงคุณภาพกับประชาชนคนกรุงเทพมหานครแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่ระบุว่า นักการเมืองมีแต่เรื่องวุ่นวาย น่าเบื่อหน่าย มองไปที่นักการเมืองคนไหนหาคนดี ๆ ได้ยาก มีแต่ทุจริตคอรัปชั่น ผลประโยชน์ แย่งอำนาจ แย่งกันเป็นใหญ่ เอาแต่พูดดี ไม่มีใครจริงใจจริงจังเพื่อบ้านเมือง จบเรื่องนี้ต่อเรื่องนั้นให้วุ่นวายไม่จบสิ้น
เมื่อถามถึงแผนปรองดองของฝ่ายการเมือง กลับถูกประชาชนผู้ถูกศึกษาย้อนกลับมาว่า “แผนปรองดองเหรอ พวกเขาไปปรองดองกันให้สำเร็จก่อน ก่อนเอามาให้ประชาชน” และเมื่อถามว่า แผนปรองดองจะทำให้มีความสุขได้มั้ย คำตอบคือ “ถ้าทำได้จริงตามที่พูดก็น่าจะทำให้มีความสุขได้ รักกันสามัคคีกัน อภัยให้กัน ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกว่ากันไปตามกฎหมายบ้านเมือง ก็น่าจะดี แต่พวก.......เอาแต่พูดดี”
เมื่อถามถึงความพยายามจะให้มีการนิรโทษกรรมของฝ่ายการเมือง ผู้ถูกศึกษามีเสียงแตกออกเป็นสองฝ่ายพอ ๆ กัน บางคนบอกว่าดีเรื่องจะได้จบกันไป ให้อภัยกันไป แต่บางคนกลับมองว่า ยังไงมันไม่มีทางจบได้ มันจะมีเรื่องใหม่มาให้ทะเลาะกันอีก ทางที่ดีคือให้ว่ากันไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุขระดับมากถึงมากที่สุดในทุกภูมิภาคคือ เรื่อง ความจงรักภักดี และบรรยากาศของคนในครอบครัว เมื่อพิจารณาระดับความสุขมวลรวมของประชาชนในแต่ละภูมิภาคของประเทศ พบว่า ประชาชนในภาคเหนือมีความสุขมากที่สุดคืออยู่ที่ 7.14 รองลงมาคือประชาชนในภาคใต้มีความสุขอยู่ที่ 6.94 อันดับสามคือประชาชนในภาคกลางมีความสุขอยู่ที่ 6.42 และสองอันดับสุดท้ายคือ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประชาชนคนกรุงเทพมหานคร มีความสุขอยู่ที่ 6.41 และ 5.82 ตามลำดับ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ผลวิจัยความสุขที่ค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นนัยสำคัญทางสังคมหลายประการ เช่น กลุ่มประชาชนในภาคเหนือที่มีค่าความสุขสูงที่สุดก็สอดคล้องกับลักษณะความเป็นคนไทยภาคเหนือที่อดีตและปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงมีจิตใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ในช่วงหลัง ๆ ประชาชนคนไทยถูกชี้นำโดยฝ่ายการเมืองและกลุ่มข้าราชการ กลุ่มผลประโยชน์นายทุนต่าง ๆ ทำให้เกิดความแตกแยกทำลายวัฒนธรรมประเพณีของคนท้องถิ่นไปอย่างน่าเสียดาย
นอกจากนี้ ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยลบที่ดึงความสุขคนไทยให้ต่ำลงจำเป็นต้องให้ผู้ใหญ่ในสังคมไทยหันมาแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่องคือ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม การถูกเอารัดเอาเปรียบ “ถูกเลือกปฏิบัติ” การมุ่งกอบโกยผลประโยชน์และปัญหาทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ส่วนปัญหาปากท้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแสดงความสามารถให้ประจักษ์สร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนให้ได้ว่า สามารถทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นและมีรายจ่ายลดน้อยลง
“โดยสรุปจากการวิจัยความสุขชุมชนของคนไทยที่ผ่านมา เห็นได้ว่า คุณภาพของนักการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ประชาชนได้รับหรือพบเห็น สภาวะเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ ของคนไทยในสายตาต่างชาติทำให้ความสุขคนไทยลดลง ดังนั้น ในสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ จึงต้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ต้องช่วยกันประสานสร้างเครือข่าย “สุขภาวะร่วมกัน” ในสังคมทั้งทางใจ ทางกาย ทางจิตวิญญาณ และทางสังคมวัฒนธรรมประเพณีไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นคนไทยทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนกลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวบนรากฐานมั่นคงของประเทศ” ดร.นพดล กล่าว
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.5 เป็นชาย ร้อยละ 51.5 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 8.6 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.8 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 26.1 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 24.7 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 19.7 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 73.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 24.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 2.0 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 34.8 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 10.8 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.0 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.0 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 6.0 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 2.7 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ



