ข่าว

ส่งสัญญาณเบรกธปท.ขึ้นดอกเบี้ย"กรณ์"ชี้ต้องดูผลรอบด้าน-หอการค้าห่วงบาทแข็งอีก

ส่งสัญญาณเบรกธปท.ขึ้นดอกเบี้ย"กรณ์"ชี้ต้องดูผลรอบด้าน-หอการค้าห่วงบาทแข็งอีก

01 ต.ค. 2553

"กรณ์" ส่งสัญญาณเบรก ธปท. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แนะต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบอื่นด้วย มองหากปรับขึ้นกดดันเงินบาทหนัก ด้าน ม.หอการค้าฯ ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้ใหม่ คาดโต 7.3% เตือนหากปล่อยบาทแข็งกว่านี้กระทบเศรษฐกิจรุนแรง

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่าคงต้องจับตาดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพยายามส่งสัญญาณในการดูแลอัตราเงินเฟ้อ แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลกระทบตามมาหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง

 ทั้งนี้ ยอมรับว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างของประเทศไทยกับสหรัฐไม่ได้ห่างกันมากที่สุด โดยมีส่วนต่างกันที่ระดับ 1.5% เทียบกับอินโดนีเซีย มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 6% และอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้มีเงินทุนไหลเข้า แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกก็อาจทำให้มีเงินไหลเข้ามามากขึ้นและมีแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 นายกรณ์ยังกล่าวถึงการที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งนำร่องปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินว่า ถือเป็นก้าวแรกที่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดค่าธรรมเนียมลง และช่วยให้คนต่างจังหวัดมีภาระลดลง แต่มองว่าคงยังไม่เพียงพอควรจะมีก้าวต่อไปแต่ต้องให้แบงก์มีการปรับตัวด้วยเพราะทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย

 “ในอนาคตอาจต้องหารือกับสมาคมธนาคารอีกครั้งว่าสามารถปรับลดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้อย่างไร แต่สิ่งสำคัญต้องรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนลดการกดเงินสดใช้ ควรส่งเสริมให้ใช้บัตรเดบิตหรือทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางอื่นๆ แทน” นายกรณ์กล่าว

 นางอุมากมล สุนทรสุรัติ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ร่วมกับกรมบัญชีกลาง สรุปภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2553 และแนวโน้มทั้งปี ว่า เศรษฐกิจปีนี้ยังมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัว 7.3% เนื่องจากการท่องเที่ยวและการบริโภคดีขึ้น และเริ่มส่งผลไปในภูมิภาคแล้ว ทำให้คาดว่าจีดีพีไตรมาส 3 จะขยายตัว 4.1% และไตรมาส 4 ขยายตัว 3.2% โดยการส่งออกยังคงขยายตัวได้ แม้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้การส่งออกยังมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้ ส่วนเศรษฐกิจในปี 2554 คาดว่าจะขยายตัว 4.4-4.5%

 ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวที่ 24-25% ดังนั้น จึงต้องการให้ ธปท.ดูแลค่าเงินไม่ให้หลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะถ้าเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท ก็ยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก แต่หากปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าไปกว่านี้จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจทันที