
คนไทย-คนสิงคโปร์
สิงคโปร์เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเอกอัครราชทูตมาร์ค ฮองแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา บอกในระหว่างการบรรยายเกี่ยวกับสิงคโปร์ให้ผมฟังว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สิงคโปร์ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งที่ดิน แรงงาน และทุ
จึงจำเป็นต้องแสวงหาทางออกในด้านอื่น ขณะเดียวกันก็นับเป็นโชคดีของสิงคโปร์ คือในช่วงสงครามเวียดนาม สิงคโปร์รับหน้าที่จัดหาและจัดส่งสิ่งของต่างๆ ให้แก่กองทัพสหรัฐ เมื่อสิ้นยุคสงครามเวียดนามก็เป็นช่วงที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีน ทำให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากนำเงินมาลงทุนในสิงคโปร์ และสิงคโปร์ก็ใช้โอกาสเหล่านั้นในการสร้างความมั่นคงด้านการค้า การขนส่งทางเรือ การคมนาคมทางอากาศ การเงิน และการธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีลี กวน ยู ที่ว่า “คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของสิงคโปร์” และดำเนินการพัฒนาคนทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิต สวัสดิการสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้คนสิงคโปร์รุ่นใหม่มีความรู้ มีความคิด และมีความสามารถ จนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งแม้ว่าลี กวน ยูจะถูกมองว่าเป็นเผด็จการ แต่ท่านทูตฮองกล่าวว่าชาติต้องมีวินัย และลี กวน ยูคือผู้รักษาวินัยของชาติ
สำหรับในสายตาของคนภายนอก ทางหนึ่งคนสิงคโปร์จะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะปลื้มว่าเป็นคนที่คิดอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด แต่อีกทางหนึ่งก็จะถูกมองด้วยสายตาที่ชื่นชมว่าคนสิงคโปร์เป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง และมีบทบาทในการสร้างความเจริญแก่ชาติ ซึ่งจากการพูดคุยกับคนสิงคโปร์รุ่นใหม่หลายคน ผมคิดว่าสิ่งที่คนภายนอกมองนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่เห็นทั้งหมด
ในประเด็นของการเป็นคนคิดอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมดนั้น มีความจริงประการหนึ่งว่า “ไม่มีอะไรฟรีในสิงคโปร์” และสิงคโปร์เป็นประเทศมีการแข่งขันสูง ดังนั้นสิงคโปร์จึงเป็นสังคมที่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาพื้นที่จะยืนเบียดกับคนอื่นๆ ให้ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างในสิงคโปร์ถูกตีค่าหรือคำนวณออกมาเป็นตัวเลขหมด แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขึ้นแท็กซี่ในตัวเมืองในชั่วโมงเร่งด่วนกับเวลาปกติ ก็จะมีอัตราค่าโดยสารที่แตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น การคิดอะไรเป็นเงินเป็นทองจึงเป็นเรื่องปกติของคนสิงคโปร์
ส่วนในประเด็นความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองนั้น คนสิงคโปร์ในวัยหนุ่มสาวระดับดอกเตอร์และอาจารย์มหาวิทยาลัยตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า คนสิงคโปร์ไม่ได้คิดไกลไปถึงขนาดนั้น แต่คิดเพียงว่าจะทำงานหาเงินอย่างไรมากกว่า เพราะการมีชีวิตอยู่ในสิงคโปร์โดยไม่มีงานไม่มีเงินหรือมีรายได้น้อยนั้น เป็นเรื่องที่ลำบากอย่างมาก
สำหรับเรื่องนี้ ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า ถึงแม้คนสิงคโปร์จะไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเท่าไรนัก แต่ทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมืองและสังคม ดังนั้น การมีความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว หรือการทำงานหนัก แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงจะเพื่อเงินแต่ก็ย่อมจะส่งผลกลับมาสู่บ้านเมืองและสังคมในทางอ้อมอยู่ดี
ย้อนกลับมาดูเมืองไทยบ้าง คนไทยอาจจะดีกว่าในเรื่องน้ำจิตน้ำใจและไม่คิดอะไรเป็นตัวเลขตัวเงินไปหมดอย่างคนสิงคโปร์ แต่ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า การเรียกร้องให้คนไทยรับผิดชอบต่อบ้านเมืองนั้น ค่อนข้างที่จะเป็นภาพที่ใหญ่โตและเป็นเรื่องของอุดมคติมากเกินไปหรือเปล่า ในทางกลับกันหากเรียกร้องให้คนไทยรับผิดชอบต่อตัวเองและรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่า และใกล้ตัวกว่าแล้วผลที่สังคมและบ้านเมืองจะได้ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากสิงคโปร์หรอกครับ



