
แผ่นดินกฎหมาย!
สิบสามปีที่แล้ว ผมพาครอบครัวไปเที่ยว "สวนผึ้ง" ครั้งแรก รู้สึกประทับใจทันที เพราะไม่นึกว่าธรรมชาติภูผาป่าไม้แห่งเทือกเขาตะนาวศรี จะอยู่ใกล้แค่เอื้อม
มันใกล้มากครับ แค่ขับรถไปราชบุรี เลี้ยวขวาเข้าจอมบึง ผ่านทุ่งนา ผ่านป่าโปร่งไปสักครึ่งชั่วโมงก็เข้าเขต อ.สวนผึ้ง รวมแล้วชั่วโมงเศษๆ ขับรถจากเมืองกรุง เราก็ได้สัมผัสกลิ่นป่าฝนที่ชายแดนแบบไม่คาดฝัน
ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ค้นพบแหล่งเที่ยวใหม่ และยังชักชวนให้เพื่อนๆ ไปเที่ยวป่าชายแดนตะวันตก ซึ่งตอนนั้นผู้คนยังไม่รู้จักสวนผึ้ง ในฐานะที่เป็น "แผ่นดินสวรรค์" ใกล้กรุงมากนัก
กระทั่งวันหนึ่ง มีนักศึกษาพม่าหัวรุนแรงผสมกะเหรี่ยงกู้ชาติ บุกเข้ายึดสถานทูตพม่า และมาทราบตอนหลังว่า คนกลุ่มนี้เดินทางมาจากสวนผึ้ง ผมตกใจ เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่า พื้นที่ชายแดนด้านสวนผึ้งจะเป็นแหล่งซ่องสุมกองกำลังกู้ชาติ
ถัดจากนั้น เรื่องราวจากสวนผึ้ง ก็เปลี่ยนเป็นข่าวสารจาก "แผ่นดินสงคราม" ไปในทันที
ยิ่งมีเรื่อง "นักรบพระเจ้า" กลุ่มหนึ่งยึดรถโดยสารบุกยึดโรงพยาบาลราชบุรี แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสังหารหมู่ตายเรียบ ยิ่งทำให้อยากรู้ถึงความลับของสงครามกู้ชาติบนเทือกเขาตะนาวศรี
การบุกยึดโรงพยาบาลเสมือนเป็นการออก "ใบอนุญาตฆ่า" ให้ทหารไทยกับทหารพม่า เปิดยุทธการล้อมปราบ "กองทัพกู้ชาติกะเหรี่ยง" หรือ "นักรบพระเจ้า"
เมื่อยุทธการทางทหารยุติ ผลพวงแห่งสงครามก็คือ "ศูนย์อพยพกะเหรี่ยง" บ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
ใครที่อยากรู้เบื้องลึก "นักรบลิ้นดำ" แห่งกองทัพพระเจ้า ลองหาหนังสือสาระนิยายเรื่อง "แผ่นดินเลือด" เขียนโดย บุหลัน รันตี มาอ่านนะครับ
สิ้นสุดสงคราม สวนผึ้งกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ของธุรกิจท่องเที่ยวอีกครั้ง และคราวนี้มีธุรกิจปลูกยางพารา ปลูกปาล์มตามมาอีก
กลุ่มทุนต่างถิ่น ได้เข้ามาบุกรุกป่าชายแดนขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จากร้อยไร่พันไร่ กลายเป็นหมื่นไร่ ซึ่งในโซนดังกล่าวตกอยู่ในสภาพ "แผ่นดินทอง" ของนายทุนการเกษตร และเป็น "แผ่นดินเถื่อน" ของนักแสวงโชค
นายทุนพวกนี้นำรถแบ็กโฮ และรถไถเข้าไปบุกเบิกป่าได้ยังไง หากไม่มีใบผ่านทางจาก "คนมีสี" (บางคน) ที่มีอำนาจเหนือพื้นที่ความมั่นคง
เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องบุกรุกทำลายป่า ทีวีทำข่าวกันใหญ่โต ทหารร่วมกับกรมธนารักษ์ จึงเข้ามาจัดระเบียบใหม่ ด้วยการงัดพระราชกฤษฎีกาที่ราชพัสดุ พ.ศ.2481 หยุดการรุกที่ป่า และดึงผู้บุกรุกให้มาเป็น "ผู้เช่าที่ดิน" ของกรมธนารักษ์
สวนผึ้งยุค "แผ่นดินกฎหมาย" ย่อมส่งผลให้กลุ่มรุกที่ป่าปลูกยาง ปลูกปาล์ม ต้องชะลอการเปิดพื้นที่ใหม่ และทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ เช่นเดียวกับกลุ่มทุนธุรกิจรีสอร์ท 50 กว่าแห่ง
แต่ชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินของบรรพบุรุษชาวกะเหรี่ยงมาหลายชั่วอายุคน จะต้องแปรสภาพจาก "ผู้ถือครอง" กลายเป็น "ผู้บุกรุก" และต้องไปเป็น "ผู้เช่าที่ดิน" ของตัวเองในท้ายที่สุด
ชาวกะเหรี่ยงลูกหลานหลวงพิทักษ์คีรีมาตย์ ได้สืบทอดมรดกแผ่นดินของบรรพชน ซึ่งได้ทำมาหากินก่อนที่รัฐจะประกาศพระราชกฤษฎีการที่ราชพัสดุฯ กลับตกเป็นจำเลยของชนชั้นปกครอง
ผู้ถือครองที่ดินกลายเป็นผู้บุกรุก และผู้รุกทำลายตัวจริง กลับได้รับการฟอกขาวด้วย "สัญญาเช่าฉบับใหม่"
สวนผึ้งแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา...จากแผ่นดินทุรกันดาร เปลี่ยนเป็นแผ่นดินเหมือง..แผ่นดินท่องเที่ยว...แผ่นดินอุตสาหกรรมเกษตร และแผ่นดินกฎหมายที่บังคับให้คนบ้านๆ ต้องเช่าที่ดินตัวเอง
นี่หรือคือความเป็นธรรมในสังคมไทย !
แคน สาริกา



