ข่าว

ปิตาธิปไตยบิดเบือนปัญหาหญิงชาย

ปิตาธิปไตยบิดเบือนปัญหาหญิงชาย

01 ต.ค. 2553

กว่า 2 สัปดาห์นับตั้งแต่สื่อทุกสื่อพร้อมใจกันนำเสนอแต่ข่าว "ฟิล์ม" รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ และ "แอนนี่ บรู๊ค" รุ่งนภา แก้วไทรหาญ เรื่องราวได้บานปลายจากปัญหาหญิงชาย หรือเรื่องของคนสองคนที่มีสัมพันธ์ลับๆ กันจนฝ่ายหญิงตั้งท้องและคลอดลูกชายหน้าตาน่ารักไร้เดียงสา

 กลายเป็นปัญหาที่สั่นสะเทือนสังคมในวงกว้าง  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจริยธรรมของสื่อว่าสมควรมุ่งขุดคุ้ยเบื้องหน้าเบื้องหลังของคนในข่าวอย่างไร้สติ ไร้จิตสำนึกและไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ หรือมุ่งมั่นแต่จะขายข่าวถ่ายเดียว โดยไม่คิดจะนำเสนอข่าวในเชิงเตือนสติสังคมให้มีวิจารณญาณในการติดตามข่าวนี้ให้รอบด้าน

 ขณะเดียวกัน สังคมก็ช่วยกันตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับสถาบันเด็ก สตรีและครอบครัวที่ถูกละเลย จนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสิทธิของ ด.ช.ฑีฆายุที่พึงได้รับการปกป้องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการปกป้องจากการถูกตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันว่าเป็นลูกของฟิล์มจริงหรือไม่ ในเมื่อแท้ที่จริงแล้ว ดีเอ็นเอไม่ใช่พระเจ้าหากแต่เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา แต่ปกติแล้วฝ่ายชายที่ไม่มีความรับผิดชอบมักจะเป็นฝ่ายตั้งเงื่อนไขนี้หวังจะยื้อเวลาออกไป โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อทารกน้อยเช่นใดเมื่อเติบใหญ่รู้เดียงสามากขึ้น

 ที่สำคัญก็คือข่าวนี้ได้ถูกบิดเบือนโดยเจตนาจากปัญหาของหญิงชายกลายเป็นการตอกย้ำแนวคิดแบบปิตาธิปไตยหรือระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ผสมผสานกับระบบทุนนิยมที่มีเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยการป้ายสีภาพลักษณ์ของฝ่ายหญิงว่าเป็นฝ่ายไม่ดีเนื่องจากมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมากหน้าหลายตา อันเป็นสิ่งที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้ ซึ่งแท้ที่จริงเท่ากับการพยายามลดทอนศักดิ์ศรีหรือการย่ำยีสตรีเพศให้ยิ่งต้อยต่ำลงไปอีก

 คำถามก็คือสังคมได้อะไรบ้างจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและสังคมจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เราเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญปัญหาเด็กและสังคมหลายรายที่ว่าคนนอกไม่ควรยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง ปล่อยให้คนสองคนที่เป็นต้นตอปัญหาเขาเจรจายุติปัญหากันเอง

 ดังกรณีของ น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง มูลนิธิเพื่อนหญิง ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่าสังคมต้องเรียนรู้ในเรื่องการเคารพสิทธิสตรี เด็ก และครอบครัว ขณะที่ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และการตลาดเตือนว่าทุกคนที่กำลังติดตามข่าวนี้ควรพิจารณาให้รอบด้านและให้ถือเป็นบทเรียนที่จะใช้สอนสั่งลูกหลาน อีกทั้งไม่ควรหลงประเด็นนำคำกล่าวหาแอนนี่ว่ามั่วผู้ชายมาเป็นประเด็นเกลียดชังฝ่ายหญิง