ข่าว

กษิตเผยอภิสิทธิ์เตรียมเยือนพม่าเป็นทางการ

กษิตเผยอภิสิทธิ์เตรียมเยือนพม่าเป็นทางการ

30 ก.ย. 2553

“กษิต” เผยนายกรัฐมนตรีเตรียมเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ เพื่อรับฟังแผนการดำเนินการของพม่าหลังเลือกตั้ง และยืนยันเปิดเจรจาเขตแดนไทย-พม่า แถลงต่อยูเอ็นไทยขอเสียงหนุนเป็นสมาชิกไม่ถาวร ในคณะมนตรีความมั่นคง ปี 2560 ยันไทยให้ความมั่นใจโลกจะสร้างเสถียรภาพการเมือง แ

 (30ก.ย.)นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการว่า เป็นเรื่องดีที่จะได้รับฟังการดำเนินการภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายน จากพม่าโดยตรง และยังมีข้อห่วงใยของประชาคมโลกทั้งเรื่องนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำฝ่ายค้าน และนักโทษการเมือง ที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว มีกรณีชนกลุ่มน้อยบางส่วนซึ่งเป็นเรื่องภายในของพม่า ขณะเดียวกันจะต้องไปยืนยันการเปิดเจรจาเรื่องเขตแดนไทย-พม่า
   
 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าเรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างไทยกับพม่า เรื่องพิธีการศุลกากรและการติดตามความคืบหน้า กรณีที่ไทยสนับสนุนเงินก่อสร้างเส้นทาง “กอกาเระ” และเพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมให้ความร่วมมือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจและบุคลากรของพม่า นอกจากนี้ พม่าเริ่มเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น และต้องการให้เอกชนเข้าไปรับช่วงงานจากรัฐวิสาหกิจของพม่าได้ ซึ่งทางรัฐบาลไทยต้องการทราบเพื่อให้ภาคเอกชนของไทยที่ต้องการเข้าไปลงทุนได้รับทราบ

ไทยขอเสียงหนุนเป็นสมาชิกไม่ถาวร ในคณะมนตรีความมั่นคง ปี 2560

 นายกษิต อยู่ระหว่างร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้มีถ้อยแถลงในนามรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม  ระบุว่า ในโลกยังมีความแตกต่าง มีช่องว่าง มีข้อขัดแย้ง ดังนั้น ต้องร่วมมือกัน ทั้งในประเทศ  ในภูมิภาค และในสหประชาชาติ เพื่อลดช่องว่างต่าง ๆ ทั้งอุดมการณ์ การนับถือศาสนา และทำลายความเกลียดชังกัน เพื่อให้โลกสันติ

 ในโอกาสนี้ นายกษิต ยังได้ประกาศตัวขอเป็นสมาชิกไม่ถาวร ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2560 และขอการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกด้วย โดยยืนยันว่า ไทยจะส่งเสริมธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติ โดยเฉพาะในคณะมนตรีความมั่นคง ให้ทำงานด้วยความโปร่งใส มีการปรึกษาหารือกันกับประเทศต่างๆ  โดยเฉพาะกรณีที่มีปัญหา ควรจะได้ปรึกษากับคู่กรณี ที่มีส่วนได้ส่วนเสียให้มากที่สุด อย่างกว้างขวางก่อน อย่าคิดและมีมาตรการออกมาฝ่ายเดียว และเมื่อคิดอย่างไร ก็ควรต้องบอกสมาชิกให้ได้ทราบ

 นายกษิต กล่าวด้วยว่า ภายหลังจากร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติแล้ว ต้องเดินทางไปกรุงโรม  อิตาลี เพื่อเข้าร่วมประชุมว่าด้วยการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย และพรรคการเมือง และในโอกาสนี้ จะได้ย้ำแนวนโยบายในการทำงานต่อทีมไทยแลนด์ รวมถึง จะประชุมร่วมกับกงสุลกิตติมศักดิ์ และยังมีกำหนดหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี และพบปะกับนักธุรกิจของอิตาลีด้วย

เนปาลขอไทยไทยเป็นปธ.ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติปีหน้า

 นายกษิต หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเนปาล ในระหว่างร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา  เปิดเผยว่า เนปาลขอให้ไทยสนับสนุน การเข้าดำรงตำแหน่งประธานที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ  ปี 2554 ซึ่งเป็นวาระของเอเชีย โดยเนปาลต้องแข่งกับกาตาร์

 นายกษิต กล่าวว่า ให้เหตุผลว่าเป็นสมาชิกสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี 2498 มีบทบาทสำคัญในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ ประมาณ 50,000  คน ในหลายปีที่ผ่านมา และไม่เคยได้เป็นประธานเลย อีกทั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีบาห์เรน ซึ่งอยู่ใกล้กับกาตาร์เป็นประธานไปแล้ว

 “แต่ไทยยังไม่ได้ตัดสินใจ ขอรอฟังเหตุผลจากกาตาร์ก่อน และคงต้องหารือกับประเทศในอาเซียน อีก 9 ประเทศ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร อาเซียนมีการตกลงในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศว่า จะประสานท่าทีขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน” นายกษิต กล่าว

 นายกษิต กล่าวว่า ในการหารือยังได้ทบทวนความร่วมมือ ระหว่างไทยกับเนปาล โดยไทยยืนยันว่า  พร้อมช่วยเหลือพัฒนาประเทศทุกด้าน ทั้งการเกษตร การศึกษา การฝึกอบรมต่าง ๆ เพราะเนปาลเป็นประเทศที่พึ่งไทย เป็นทางออกสู่โลก อีกทั้ง ใช้เป็นแหล่งการศึกษา การท่องเที่ยว และมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน

 นายกษิต กล่าวว่า เนปาลยังเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า จึงได้มีโครงการที่จะร่วมมือกันด้านศาสนา วัฒนธรรม และไทยมีโครงการจะให้ความช่วยเหลือ ในการสร้างโรงพยาบาล ที่ ลุมพินีวัน เพื่อดูแลคนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญ และให้ชาวเนปาลได้ใช้บริการ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศจะตั้งเป็นกองทุน และจะขอให้ประชาชนคนไทยร่วมบริจาคด้วย 

 “นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนความเป็นไปทางการเมือง ซึ่งผมได้ยืนยันว่า ไทยจะปฏิรูปสังคม ภายใต้แผนการปรองดองแห่งชาติ  รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะลดช่องว่าง และทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ซึ่งเนปาลก็ยืนยันว่า ตั้งใจจะบูรณประเทศให้เป็นประชาธิปไตย  กรณีปัญหากลุ่มเมาอีสต์ในประเทศ ก็อยู่ระหว่างการเจรจาว่า จะปรับกองกำลังเข้ากองทัพ ซึ่งจะแล้วเสร็จในปีหน้า ภายใต้กรอบของสหประชาชาติ และจะให้สมัชชาแห่งชาติยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อแล้วเสร็จปลายปีหน้า และจะได้มีการเลือกตั้งในเนปาลต่อไป” นายกษิต กล่าว

ไทยให้ความมั่นใจโลกจะสร้างเสถียรภาพการเมือง และสิทธิมนุษยชน

 นายกษิต  แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติว่า รัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างหนักเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และรัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

 รมว.ต่างประเทศ ให้ความมั่นใจกับประชาคมระหว่างประเทศว่า รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตและจะสร้างความยุติธรรมขึ้นในสังคม  โดยตั้งคณะกรรมการอิสระสืบหาความจริงในเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี นอกจากนี้ ยังมีองค์กรอิสระอื่นๆ เช่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 รมว.ต่างประเทศของไทย กล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยกำลังเยียวยาความแตกแยกทางการเมืองและสังคม โดยจะหาทางแก้ไขเหตุคับข้องใจทางเศรษฐกิจ-สังคมเพื่อจุดมุ่งหมายนำความเชื่อมั่นและเอกภาพกลับคืนมาสู่ประเทศชาติ    นายกษิตบอกด้วยว่าการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะนำไปสู่ความปรองดอง ความไว้เนื้อเชื่อใจ และเสถียรภาพของประเทศ

 นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องการมีส่วนมากขึ้นที่จะทำให้โลกเกิดสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือแก่ชาติกำลังพัฒนา  ประเทศไทยตั้งเป้าจะเข้าเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี 2560 และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศเพื่อการนี้