
ฟื้นไนท์บาซาร์...ในความท้าทายจัดการผลประโยชน์
"ไนท์บาซาร์" แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองเชียงใหม่ได้ผ่านยุคเฟื่องฟูมาแล้ว สำหรับการเป็นแหล่งหาซื้อสินค้าที่กลายเป็นเป้าหมายของการเดินทางมาเยือนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของทางเลือกใหม่อย่าง "ถนนคนเดิน" ซึ่งเกิดขึ้นที่ถนนวัวล
การเกิดขึ้นของทางเลือกใหม่ทั้งสองแห่ง ทำให้ผู้ประกอบการย่านการค้าไนท์บาซาร์และศูนย์การค้าโดยรอบทั้ง 7 แห่ง มีความเห็นตรงกันต่อการร้องขอความช่วยด้วยการเสนอให้เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดโครงการถนนคนเดินไนท์บาซาร์ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เช่นเดียวกับสีลมโมเดล กรุงเทพฯ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 16.00-20.00 น. โดยทดลองใน 2 รูปแบบ ช่วงเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์ที่ 1-2 จะจัดตามแบบของกลุ่มผู้ค้าล้อเข็น ให้ผู้ค้าล้อเข็นตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมบนฟุตบาท แต่เปิดพื้นที่ด้านหลังล้อเข็นเพื่อจัดแสดงสินค้า และให้ผู้ประกอบการรายย่อยในศูนย์การค้าตั้งแผงแสดงสินค้าโดยหันหลังชนกันและตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางถนน
ส่วนสัปดาห์ที่ 3-4 ทดลองจัดตามแบบของชมรมผู้ประกอบการศูนย์การค้าย่านไนท์บาซาร์ ให้ผู้ค้าล้อเข็นนำล้อเข็นมาตั้งกลางถนนโดยหันหลังชนกัน ผู้ประกอบการรายย่อยในศูนย์การค้าตั้งแผงแสดงสินค้าบนถนนชิดขอบฟุตบาททั้งสองข้างทาง น่าสนใจว่าช่วงที่ทดลองจัดถนนคนเดินภายใต้แนวทางดังกล่าวไนท์บาซาร์คึกคักมาก และนำมาสู่การจัดระเบียบแผงลอย ล้อเข็น แต่ต้องหยุดชะงักเพราะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยและข้าราชการที่เข้ามาหาผลประโยชน์ จนนำมาสู่การปลุกปั่นทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้ค้าศูนย์การค้าไนท์บาซาร์ และกลุ่มผู้ค้าแผงลอย จนไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ส่งผลให้ถนนคนเดินไนท์บาซาร์จึงยุติลงชั่วคราว
"ต้องยอมรับว่าไนท์บาซาร์ตอนนี้มีการแบ่งขั้วที่ชัดเจนซึ่งก็เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ปัญหาผู้ค้าล้อเข็นได้ตั้งแผงบนฟุตบาทบดบังทัศนียภาพและบังหน้าร้านผู้ค้าภายในศูนย์การค้า ทำให้ลูกค้าไม่เดินเข้าไปภายใน จนถึงขณะนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ ผู้ค้าล้อเข็นเองอ้างว่ามาตั้งแผงทำมาหากินก่อน แต่จากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ นักท่องเเที่ยวลดลงจึงเห็นร่วมกันให้จัดถนนคนเดินไนท์บาซาร์ขึ้น แต่สุดท้ายก็เกิดการหักหลังกันขึ้น มีการยุยงให้เกิดความเข้าใจผิดกัน" อรรนพ นฤยจาตุรงค์พร ตัวแทนกลุ่มผู้ค้าไนท์บาซาร์ ให้ข้อคิดเห็น
"เท่าที่ทราบการจัดถนนคนเดินมีการเก็บเงินค่าเช่าล็อกเดือนละ 200 บาท และเก็บค่าขยะ 10 บาท เงินทั้งหมดคณะกรรมการก็บริหารจัดการกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทศบาล จะมีเพียงค่าใช้จ่ายในส่วนของเจ้าหน้าที่จราจรและเจ้าหน้าที่เทศกิจที่มาอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น ผมคิดว่าความขัดแย้งที่เกิดน่าจะมาจากความเห็นที่ไม่ตรงกันของคน 2 กลุ่มในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน" ชาตรี เชื้อมโนชาญ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ระบุ ทั้งนี้ เทศบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดถนนคนเดินไนท์บาซาร์ ที่เกิดขึ้นป็นความต้องการของผู้ประกอบการค้าเท่านั้น ท้องถิ่นจึงอำนวยความสะดวกด้วยการประสานกับตำรวจจราจรในการจัดระเบียบ และจัดส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจดูแลความเรียบร้อย
"แนวคิดการจัดถนนคนเดิน ส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยแต่ไม่ใช่ไปเปิดแข่งกับกับถนนคนเดินวันเสาร์-อาทิตย์ ที่มีการจัดต่อเนื่องจนนักท่องเที่ยวติดแล้ว ไนท์บาซาร์มีศักยภาพ มีพื้นที่และสินค้าที่หลากหลาย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องไปหารือเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ประกอบการค้าย่านไนท์บาซาร์ ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน หาจุดขายที่ชัดเจน เพื่อเรียกเสน่ห์กลับมาอีกครั้ง ไม่ใช่คงรูปแบบดั้งเดิมเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการที่เปลี่ยนไป" สราวุฒิ แซ่เตี๋ยว นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ให้ทางออก
หากพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจนว่านี่คือความขัดแย้งในผลประโยชน์ เป็นความขัดแย้งที่มีผลให้ลมหายใจของไนท์บาซาร์แผ่วลง
"วรัทยา ไชยลังกา"



