
ขาด...เมื่อไหร่ขาดใจเมื่อนั้น
ถ้าไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไป วันที่ 9 ตุลาคม สุเทพ เทือกสุบรรณ คงจะพ้นจากตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงไปแล้ว และอยู่ในสถานะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.สุราษฎร์ธานี
นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องถกเถียงถึงผลกระทบ เพราะเป็นเจตนารมณ์ของ สุเทพ เองที่ต้องการจะเป็น ส.ส.
ปัญหาก็คือ การทิ้งงานด้านความมั่นคงที่ว่ากันว่าราว 20 กว่าวัน เพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. และโอนงานกลับไปยัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กว่า 30 เรื่องนั้น ถามว่ามันสมเหตุสมผลกันหรือไม่
ไม่ใช่ว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ แต่เท่าที่ผ่านมา ก็ชัดเจนแล้วว่า เมื่องานด้านความมั่นคงประดังเข้ามาอย่างในช่วงที่ต้องไปพำนักอาศัยที่ ราบ 11 ถ้าไม่โกหกตัวเอง ก็คงจะยอมรับว่า งานด้านอื่น มีสภาพเป็นเช่นไร
แต่เอาเถอะ เมื่อไม่มีสุเทพ ทำหน้าที่ด้านความมั่นคงแล้ว เหตุใดจึงไม่ตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนอื่น หรือหาคนอื่นมารับตำแหน่งเพื่อดูแลด้านความมั่นคง ที่กลายเป็นหัวใจหลักของรัฐบาลนี้เสียให้เรียบร้อย
ก็ไหนบอกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นรัฐมนตรีคนกลาง-คนนอก ทำไมไม่ให้ควบเก้าอี้นี้ไปอีกเสียให้รู้แล้วรู้รอด
หรือไม่ก็ให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ที่เรียกได้ว่า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขประชาธิปัตย์ และบางคราวเป็นที่พึ่งยามยากให้แก่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ดูแลตำแหน่งนี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะหาคนมารับตำแหน่ง
แต่นี่กลับ กั๊กเก้าอี้ไว้ รอให้เลือกตั้งเสร็จ แล้วค่อยมาตั้ง สุเทพ กลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าคนประชาธิปัตย์ คิดอย่างไร แต่ประชาชนคนนอกนั้นห้ามพวกเขาคิดไม่ได้หรอกว่า ประชาธิปัตย์กำลังเล่นปาหี่อะไรกันอยู่ ?
นึกจะออกจากส.ส.ก็ลาออกไป เพราะไม่อยากให้ กกต.ตรวจสอบ หรือลงดาบ เพราะถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
เท่านั้นไม่พอนึกจะออกจากตำแหน่งข้าราชการการเมือง เพื่อกลับไปลงสมัคร จะได้เป็นส.ส.อย่างเก่า ก็ทำได้ โดยที่ เก้าอี้ รองนายกฯ ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ..เลือกเสร็จเมื่อไหร่ ก็ได้กลับมา ไม่ว่าเลือกแล้วจะสอบตก หรือสอบได้
ตกลงเก้าอี้ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงนี่ มันเป็นที่ทาง เป็นสัมปทานเฉพาะของ นายสุเทพ กระนั้นหรือ ?
หรือจะเป็นอย่างที่เขาลือกันว่า ที่ทำแบบนี้ เพราะเผื่อไว้แผนสอง อภิสิทธิ์ โดนสอยเพราะพรรคโดนยุบ สุเทพ จะได้เป็น นายกฯ สำรอง
ลือกันขนาดว่า ที่ต้องเป็น สุเทพ ก็เพราะถ้าเป็นคนอื่น แม้กระทั่ง ชวน หลีกภัย พรรคร่วมเขาไม่แฮปปี้
ถ้าข่าวลือนี้เป็นจริง พรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะโดนยุบเสียตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็ไม่ต้องไปตั้งพรรคใหม่อีก เพราะเสียงส.ส.ขนาดนี้ ยังคุมพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ เป็นพรรคแกนนำแต่ให้เขาขี่คอตั้งแต่ตั้ง ครม.ครั้งแรกยันพรรคทำท่าว่าจะถูกยุบ หรือหัวหน้าพรรคอาจถูกสอย ก็ยังไม่มีโอกาสพูดจาให้สมศักดิ์ศรีของการเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล
173 เสียงของประชาธิปัตย์ในวันนี้ เทียบกับรัฐบาลผสม ที่นำโดยพรรคกิจสังคม 19 เสียง ของรัฐบาลคึกฤทธิ์ สมัยโน้นต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
แนวทางที่ประชาธิปัตย์กำลังเดินไปราวกับมีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ว่า ให้ได้ครองอำนาจนานที่สุด และเชื่อว่าการทุ่มเททุกสรรพสิ่งแม้กระทั่งอนาคตพรรคฝากไว้กับ สุเทพ แต่เพียงผู้เดียวนั้นจะนำพาให้พรรคไปสู่จุดหมายนั้น
นั่นก็ย่อมหมายความว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับ หัวหน้าพรรค ความฝันของสุเทพ ที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองก็อาจจะเป็นจริง
หากฝันเป็นจริงอย่างที่ว่า ในวันนั้นอาจมีประโยคทองประโยคใหม่ที่บาดใจเสียยิ่งกว่า "ไม่มีเขา เราก็ไม่มีวันนี้" อีกเป็นแน่
พลพรรคประชาธิปัตย์กล้ำกลืนฝืนทนกับคำนี้มันไม่เท่าไหร่ แต่ประชาชนคนทั่วไปที่ลิ้มรสผลพวงจากประโยคที่ว่านั้น ความขุ่นเคืองเริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสข่าวความไม่โปร่งใส เปอร์เซ็นจากค่าสัมปทาน จากโครงการที่แค่เอื้อนเอ่ย แบงก์พันก็แทบทะลักล้นออกจากปาก รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายที่เต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก ข้ามอาวุโสอย่างไม่เกรงใจฟ้าดิน
ตกลงหลังจากวันที่ 8 ตุลาคม อีก 20 กว่าวัน เราจะเจอเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้ต่อไปอีกใช่ไหม ?
จริงอยู่ สุเทพ ในฐานะที่เป็นผู้จัดการรัฐบาลอาจไม่มีทางเลือก เพราะ "อยู่ดี" กับการเป็น ผู้จัดการรัฐบาลที่ทั้งพรรคร่วมและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็ให้ความเชื่อถือ โอนอ่อนผ่อนตาม
เช่นเดียวกับ อภิสิทธิ์ ที่ไม่ยอมใช้ความเด็ดขาดของการเป็นหัวหน้าพรรค และนายกรัฐมนตรี ก็เลยไม่มีทางเลือก และยอมรับสภาพว่า ขาดผู้จัดการรัฐบาลที่ชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ได้จริงๆ
ศรายุทธ สายคำมี



