
เอ็นจีโอหนุนพาณิชย์เลิกเสรีเหล้า-บุหรี่
เครือข่ายภาคประชาสังคมออกแรงหนุนพาณิชย์ยึดนโยบายไม่เปิดเสรีสินค้าเครื่องดื่มเหล้า-บุหรี่ "สัญญา" เร่งรวบรวมความเห็นส่งสภาตัดสิน พร้อมสรุปท่าทีประเทศ
นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเรื่อง "นโยบายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่กับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี” ครั้งที่ 2 ร่วมกับภาคประชาสังคม ผู้ผลิตเหล้าและบุหรี่ภายในประเทศ และสมาคมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องว่า ผู้แทนภาคประชาสังคมและนักวิชาการเห็นว่าควรถอดสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ออกจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรี และควรจัดสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นสินค้าพิเศษ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อสังคมในระยะยาว
"กลุ่มนี้เห็นว่าควรจะถอดสินค้าแอลกอฮอล์และบุหรี่ออกจากการเจรจาเอฟทีเอ เพราะถ้าลดภาษีจะทำให้สินค้าเข้ามาทำตลาดได้ง่ายขึ้น ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน และไม่ควรนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าตัวอื่น ต้องถอดออกไปเลย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไปห้ามการนำเข้า ยังสามารถเข้ามาได้ แต่จะไม่มีการลดภาษี และเมื่อเข้ามาแล้วก็เหมือนกับสินค้าในประเทศทุกอย่าง เสียภาษีสรรพสามิตเหมือนกัน โฆษณาไม่ได้เหมือนกัน” นายสัญญากล่าว
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลวิจัยของธนาคารโลกว่า มาตรการทางภาษีเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และยังชี้ให้เห็นอีกว่า การลดภาษีนำเข้าภายใต้เอฟทีเอจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีหลายหมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2546 ที่เริ่มมีการทำความตกลงการค้าเสรี อีกทั้งการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าของคนไทยยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.78 เท่าในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
นายสัญญายอมรับว่า ความเห็นจากการหารือค่อนข้างแตกต่างจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะนำเข้าสู่กระบวนการรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ก่อนจะสรุปท่าทีไทยต่อเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนอีกครั้ง
“ก็คุยมา 2 กลุ่มแล้ว ค่อนข้างเห็นต่างกัน ผมก็จะให้ถอดเทปคำอภิปรายทั้งสองฝ่าย รวมถึงความเห็นจากคนกลาง ผู้มีส่วนได้เสีย เสนอให้รัฐบาลนำเข้าตามมาตรา 190 ให้สภาตัดสินใจต่อไป” นายสัญญา กล่าว



