
ชาวคิวบากับการแปลงวิกฤติเป็นโอกาส(2)
ถึงแม้ว่านักวิชาการโดยเฉพาะนักวิชาการสายตะวันตกที่ไม่เคยมองคิวบาในแง่ดีมาก่อนจะทายทักว่าคิวบากำลังจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่อีกครั้งหากยังขืนเดินหน้าปลดข้ารัฐการงวดแรก 5 แสน คนภายใน 6 เดือนนี้
แต่ชาวคิวบาแท้ๆ กลับคิดตรงกันข้ามว่าวิกฤติครั้งนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นโอกาสทองที่แสนจะหาได้ยากเย็นยิ่งนัก และต่อแต่นี้ไป พวกที่ขยันทำงานและพอมีหัวทางการค้าเล็กๆ น้อยๆ ก็จะมีโอกาสหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้มากกว่าเดือนละ 20 ดอลลาร์อันเป็นอัตราเงินเดือนของข้ารัฐการทั่วไป หากสามารถวิ่งเต้นจนได้รับใบอนุญาตประกอบการ รวมทั้งพอมีทุนจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นรายเดือน
แม่บ้านคนหนึ่งในกรุงฮาวานายอมรับว่ายอมจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ตัดเย็บเสื้อผ้าถึงเดือนละ 300 เปโซ หรือราว 12 ดอลลาร์ และเธอก็ได้เปิดร้านตัดเสื้อเล็กๆ ที่โรงรถในบ้าน ปรากฏว่าสามารถหาเงินได้สัปดาห์ละ 250 เปโซ ส่วนใหญ่จะเป็นการรับจ้างปะชุนเสื้อผ้า ซึ่งเธอเคยแอบทำมาก่อนทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ตอนนี้เธอสามารถรับตัดเย็บเสื้อผ้าและวางขายได้โดยไม่ต้องกริ่งเกรงอีกต่อไปว่าจะถูกสั่งปรับอีกแล้ว
ว่าไปแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำคิวบากระตุ้นให้เอกชนหันไปทำธุรกิจขนาดเล็ก ก่อนหน้านี้หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต คิวบาก็ได้ผ่อนคลายกฎเหล็กต่างๆ ยอมอนุญาตให้เอกชนสามารถเปิดสถานประกอบการอย่างสถานเสริมความงามหรือภัตตาคารเล็กๆ ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ต้องขอใบอนุญาตและต้องจ่ายภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย
หลังจากนั้นไม่นานนัก นักธุรกิจรายย่อยต่างประสบความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัวเหล่านั้นโดยเฉพาะภัตตาคาร เป็นเหตุให้รัฐบาลเห็นช่องทางจะขูดรีดเงินมากขึ้นผ่านการเรียกเก็บภาษีสูงขึ้น รวมทั้งออกกฎระเบียบหยุมหยิมต่างๆ นอกเหนือจากจำกัดการออกใบอนุญาตประกอบการลงทุน สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าได้บีบให้ธุรกิจขนาดเล็กของเอกชนถึงกับพังครืนไม่เป็นท่า
นับเป็นบทเรียนสุดแสนเจ็บปวดทั้งของภาครัฐและเอกชน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่เข็ด และในเมื่อรัฐบาลยอมจำนนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ จึงมีชาวคิวบาอีกไม่ใช่น้อยรีบตะครุบโอกาสทองนี้
นักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์คนหนึ่งยอมเป็นคนตกงานเมื่อยืนกรานตอบปฏิเสธงานใหม่ที่รัฐบาลหยิบยื่นให้ถึง 2 ครั้ง เพราะหวังจะหันไปทำธุรกิจส่วนตัว นั่นก็คือธุรกิจให้เช่าชุดไปงานปาร์ตี้ โดยมองว่าเป็นโอกาสที่จะทำกำไรมากกว่าเงินเดือนจากรัฐแค่เดือนละ 17 ดอลลาร์
"ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำธุรกิจส่วนตัว และก็ไม่เคยคาดหวังว่าจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี แค่ขอมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเป็นพอ"
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



