
อิทธิฤทธิ์รัฐวิสาหกิจ
เห็นหัวข้อเรื่องนี้แล้วท่านผู้อ่านหลายท่านคงคิดว่าผมจะนำเรื่องที่สองรัฐวิสาหกิจของไทยร่วมกัน เตะสกัด แผนการประมูลโทรศัพท์ 3 จีของคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
เสียจนเดี้ยง ซึ่งก็มีผู้ออกมายกย่องว่าสองรัฐวิสาหกิจนี้ได้แสดงอิทธิฤทธิ์หยุดยั้ง “การกระทำที่ผิดกฎหมาย” แต่ประชาชนส่วนใหญ่นั้นก็บ่นเสียดายที่จะได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยรัฐไม่ต้องลงทุนแถมได้เงินเป็นหลายหมื่นล้านมาเข้าคลังเสียอีก
แต่ในวันนี้ “ฝุ่นยังไม่จาง” ผมจะไม่เอาเรื่องอิทธิฤทธิ์ของรัฐวิสาหกิจไทยมาคุย แต่จะเอาเรื่องรัฐวิสาหกิจของเพื่อนบ้านซึ่งเรากลัวว่าเขาคือเวียดนามกำลังแซงหน้าเราในทางเศรษฐกิจ
2-3 ปีมานี้เราได้ยินข่าวว่าเศรษฐกิจทั่วไปของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและโดยสภาพทั่วไปผู้คนที่ยากจนอย่างแท้จริงไม่มีที่จะซุกหัวนอน ไม่มีอาหารการกินให้ได้อิ่มนั้น เคยมีถึง 58% ในปี 2536 แต่ในบัดนี้ได้ลดลงต่ำเหลือเพียง 12% ดีกว่าหลายประเทศในย่านนี้และใกล้เคียงกับเมืองไทยเรา
ในแง่การลงทุนจากต่างประเทศก็มีบริษัทใหญ่ๆ ระดับโลกไหลเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า และรองเท้า เป็นอาทิ เพราะค่าแรงในเวียดนามยังต่ำมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศไทยทั้งคนงานของเวียดนามก็ขยันขันแข็ง สนใจหาความรู้เรียกว่าดีไปหมด อัตราเติบโตของจีดีพีก็อยู่ในเกณฑ์ดีแม้โลกจะประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆ เหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นภาพลวงตาความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แต่โรคที่ซ่อนอยู่ภายในเริ่มแสดงผลออกมา อย่างหนึ่งที่ปรากฏชัดก็คือ ค่าเงินด่องอ่อนตัวลงอย่างมากถึง 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่ค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กลับแข็งเอาๆ อย่างเงินบาทไทยเป็นต้น
การที่ค่าเงินด่องอ่อนตัวลงอย่างมากนั้นทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเริ่มกังวลใจเพราะอุตสาหกรรมที่ต้องไปลงทุนนั้นใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศเมื่อนำเข้าขณะที่ค่าเงินอ่อนนั้นย่อมทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแล้วจะเป็นปัญหาใหญ่โตในอนาคต
กล่าวกันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินด่องอ่อนตัวลงนั้นเป็นเพราะงบประมาณขาดดุลอย่างรุนแรง แล้วว่ากันต่อไปว่าที่งบประมาณขาดดุลอย่างรุนแรงนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลนำเงินไปอุดหนุนรัฐวิสาหกิจ
ต้องไม่ลืมว่าประเทศเวียดนามนั้นปกครองอยู่ภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ยังรักษาแนวดั้งเดิมเอาไว้มาก ฉะนั้นยังเชื่อว่าจะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย “รัฐวิสาหกิจ” เวียดนามจึงยังมีนโยบายที่จะให้อุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่เป็นของรัฐดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจ กล่าวกันว่าขณะนี้แม้ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจไปมากมายก็ยังเหลืออยู่อีกถึง 4,000 กว่าแห่ง และกิจการที่ใหญ่ที่สุด 10 กิจการยังเป็นรัฐวิสาหกิจถึง 9 กิจการ รัฐบาลของเวียดนามตั้งเป้าหมายจะให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ขึ้นระดับโลกโดยให้เลียนแบบ “แชบอร์” ของเกาหลีซึ่งประสบความสำเร็จมาก
แม้แต่เราก็รู้จักซัมซุงหรือฮุนได เป็นอาทิ รัฐบาลจึงปล่อยให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้คล่องตัวมากทั้งการบริหารและการลงทุน อย่างเช่น บริษัทต่อเรือยักษ์ใหญ่วินาชินก็มีการลงทุนทำโรงแรม 5 ดาว ไปทำแม้กระทั่งโรงเบียร์ และการปล่อยอิสระมากเกินไปทำให้ผู้บริหารระดับสูงซึ่งยังมีกิเลสตัณหาอยู่เหลิงในอำนาจและความอิสระทำการคอรัปชั่นจนถูกปลดและต้องคดี นักวิเคราะห์หลายคนว่าคดีวินาชินนี้เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง”
ผมยกเรื่องนี้มาคุยเพียงเพื่อเตือนสติว่า “ในชั่วมีดี ในดีมีชั่ว” เป็นธรรมดาของโลก
นายหนูใหญ่
[email protected]



