
ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีถามประชาชนหรือยัง
การลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี โดยที่มีกระแสข่าวแจ้งว่า
เป็นการเตรียมการให้นายสุเทพขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะทำให้นายอภิสิทธิ์ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในทันที ถือเป็นอีกกระแสหนึ่งในท่ามกลางการไหลบ่าของข่าวที่โหมประโคมก่อนหน้าว่า ยังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่พร้อมจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ปรากฏการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นนี้ อาจทำให้สังคมพลอยคิดไปได้ว่า ตำแหน่งสำคัญสูงสุดในทางบริหารบ้านเมืองนี้ นักการเมือง และพรรคการเมืองจะคิดนึกหรือสนับสนุนใครก็ได้ หรือเป็นเสมอเพียง "สมบัติผลัดกันชม" ประชาชนผู้เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำได้เพียงแต่ติดตามเฝ้ามองโดยไม่ได้เข้าไปมีสิทธิ์มีส่วนแต่อย่างใด เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายๆ กรณี จนมีคำกล่าวติดปากกันทั่วไปว่า ทันทีที่ประชาชนไปใช้สิทธิ์และเดินออกจากคูหาเลือกตั้ง เท่ากับว่าพวกเขาได้สละสิทธิ์ทางการเมืองหมดสิ้นแล้วลงนับแต่วินาทีนั้น
จริงอยู่ แม้ว่านายสุเทพ หรือพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนักการเมืองคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยนาม มีสิทธิ์เต็มเปี่ยมตามรัฐธรรมนูญที่จะได้รับการเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณาใคร่ครวญให้จงดีก็คือ วิกฤติการณ์การเมืองหลายครั้งที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นก็เพราะว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองใช้เสียงข้างมากกระทำการฝืนกับความรู้สึกนึกคิด กระแส หรือความต้องการของประชาชน ซึ่งที่สุดก็นำไปสู่ความวุ่นวายอย่างที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่ปีมานี้เอง
อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง การเปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยของนักการเมืองหลายๆ คน ว่าพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีก็เหมือนกับการซาวเสียงสังคมว่า เห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่ นั่นเท่ากับว่า เมื่อทุกคนเสนอตัวออกมาเช่นนี้แล้ว ก็ต้องพร้อมน้อมรับกระแสสังคมและการตรวจสอบที่จะมีตามมาอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะได้รับการตอบรับ หรือถูกปฏิเสธก็ตาม เพราะการดึงดันแข็งขืนใช้เสียงข้างมาก พวกมากลากไปรังแต่จะนำมาซึ่งความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด
การเสนอตัวต่อสังคมอย่างเปิดเผยว่าพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ถือได้ว่า ยังให้โอกาสสังคมได้พิจารณาตัดสินใจ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น นักการเมืองหรือพรรคการเมืองย่อมไม่อาจฝืนมติสาธารณะไปได้ เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะกลายเป็นว่า คำหวาน และข้อปฏิญาณที่นักการเมืองบอกไว้ว่าจะนำความปรองดองมาสู่ชาติบ้านเมือง จะเป็นแต่เพียงลมปากเท่านั้น



