ข่าว

ปลดพิเชษฐ สถิรชวาลพ้นเลขาฯกก.กลางอิสลาม

ปลดพิเชษฐ สถิรชวาลพ้นเลขาฯกก.กลางอิสลาม

29 ก.ย. 2553

มติ กกอ.ปลด "พิเชษฐ สถิรชวาล" ตั้ง"สุรินทร์ ปาลาเร่ "ดำรงตำแหน่งเลขาฯกกอ. หลังจาก"พิเชษฐ"ออกมาแสดงความเห็นเรื่องการแต่งตั้ง "พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม" เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "สำนักข่าวมุสลิมไทย"  ได้เผยแพร่ข่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ( กกอ.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 ที่กรรมการฝ่ายต่างๆได้เข้าประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ได้มีมติโละทุกตำแหน่งของคณะกรรมการกลางชุดนี้ โดยคงเหลือไว้แต่ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (จุฬาฯ) เพียงตำแหน่งเดียว

 แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในส่วนตำแหน่งสำคัญ คือ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งนายพิเชษฐ สถิรชวาล  ดำคงตำแหน่งก็ถูกปลดเช่นกัน ทั้งนี้ ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.ต. สุรินทร์ ปาลาเร่ รักษาการแทน

 สำหรับ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่  ปัจจุบันอายุ 62 ปี จบ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นวุฒิสมาชิกและเป็นข้าราชการตรวจคนเข้าเมือง

 ทั้งนี้นายพิเชษฐ สถิรชวาล ก่อนหน้านี้ ได้ออกมาโจมตีรัฐบาลเกี่ยวกับการแต่งตั้ง พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.และเปิดเผยว่า ได้รับทราบข้อมูลว่า ทางสถานทูตซาอุฯ ได้ยื่นหนังสือถึง นายกษิต ภิรมย์  รมว.ต่างประเทศ แสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลไทยจะแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อกับรัฐบาล คือ1. หากรัฐบาลไทยแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย จะตัดสินใจดำเนินการปิดสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย 2. จะดึงผู้ร่วมกลุ่มประเทศ OIC (Organisation of Isalamic Conference) หรือ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศอิสลาม ที่มีสมาชิก 57 ประเทศทั่วโลก บอยคอตประเทศไทย 3. และจะดึง 6 ประเทศธุรกิจ ในกลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย หรือ GCC ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์ และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกลุ่มหนึ่งของโลกบอยคอตประเทศไทยด้วย

 สำหรับประวัตินายพิเชษฐ สถิรชวาล  เคยเป็น รมช.อุตสาหกรรมในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในโควตาพรรคความหวังใหม่ และต่อมาหลังจากมีการยุบพรรคความหวังใหม่รวมกับพรรคไทยรักไทย  ก็ได้เป็น รมช.คมนาคม

 ต่อมาในปี2546 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้พิเชษฐพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ รวมถึงห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยช่วงเวลาห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้ผันตัวเองไปทำงานด้านกิจการศาสนาอิสลามในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งหลังจากพ้นช่วงเวลาการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นโดยมีชื่อว่า "พรรคสันติภาพไทย "ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแนวมุสลิมโดย"พิเชษฐ "ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค

 อย่างไรก็ตามนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เชิญพรรคสันติภาพไทยเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน ต่อมาสมาชิกพรรคสันติภาพไทยได้ตั้งกลุ่มการเมืองชื่อกลุ่มสันติภาพไทย ซึ่งพิเชษฐเป็นประธานที่ปรึกษากลุ่ม แล้วเข้าสังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา โดยที่ไม่ได้เข้าสังกัดพรรคพลังประชาชน อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 กลุ่มสันติภาพไทยไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย

 และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชนเดิมเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อมาพิเชษฐก็เข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยโดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานภาคใต้พรรคเพื่อไทย ต่อมาเมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและได้รับแต่งตั้งเป็นประธานพรรคและประธานภาคใต้ของพรรคเพื่อไทย พลเอกชวลิตก็ได้แต่งตั้งพิเชษฐเป็นประธานโซนอันดามันพรรคเพื่อไทย