ข่าว

หลายสิ่งที่สิงคโปร์

หลายสิ่งที่สิงคโปร์

29 ก.ย. 2553

ผมบังเอิญอยู่ที่สิงคโปร์ในช่วงการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน แม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยแต่ก็ได้รับผลที่สืบเนื่องมาจากการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นโรงแรมที่พักซึ่งถูกจองล่วงหน้าเกือบทุกแห่ง ที่เหลือก็เป็นระดับรองๆ

แถมยังขึ้นค่าเช่าเท่ากับโรงแรมชั้นดีในยามปกติ ด้วยข้ออ้างว่าหนึ่งปีจะมีโอกาส(โก่งราคา)สักครั้ง รวมทั้งถนนหลายสายก็ปิดการจราจรเพื่อใช้เป็นสนามแข่ง ทำให้รถยนต์ต้องแล่นอ้อม หรือไม่ก็ใช้วิธีเดินฝ่าฝน

 คนที่อยู่สิงคโปร์มานานบอกผมว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 3 ปี 5 ปี และมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ อย่างในปีนี้ก็มีสตูดิโอยูนิเวอร์แซล และสถานกาสิโน ที่เซนโตซา มีย่านท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่บริเวณท่าเรือเก่า ก่อนหน้านี้สัก 2 ปี ก็มีวัดพระเขี้ยวแก้ว ทำให้สิงคโปร์เป็นดินแดนสมัยใหม่ และมีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยว

 สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าฟอร์มูล่าวันหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็คือวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนสิงคโปร์ รวมทั้งการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ สิงคโปร์เป็นประเทศที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดระบบชีวิตของพลเมืองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ที่อยู่อาศัย สวัสดิการ ผังเมือง และมีมาตรการและกฎระเบียบในเรื่องเหล่านี้ที่เข้มงวด เด็กสิงคโปร์ถูกกระตุ้นให้เอาใจใส่ในการเรียนตั้งแต่ชั้นประถม ผ่านทางการแข่งขันและการให้รางวัล ทั้งที่เด็กๆ จะได้รับการศึกษาฟรี แต่รัฐก็มีเงินพิเศษที่เปิดบัญชีให้แก่เด็กๆ เพื่อใช้ในการเรียนเพิ่มเติม หรือเรียนวิชาที่สนใจแต่ไม่มีสอนในหลักสูตร ซึ่งเงินพิเศษนี้จะสะสมอยู่ในบัญชีของเด็กไปเรื่อยๆ

 ขณะเดียวกันการเรียนต่อในระดับมัธยมก็จะดูจากผลการเรียนที่ผ่านมา ทำให้เด็กแข่งขันกันในเรื่องการเรียนเพื่อจะได้มีโอกาสเข้าเรียนต่อในโรงเรียนชั้นนำที่เลือกคัดแต่นักเรียนระดับหัวกะทิ และที่น่าสนใจคือนักเรียนสิงคโปร์จะต้องอ่านหนังสือมากและหัดวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ตั้งแต่ชั้นประถม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างระบบความคิดอย่างเป็นตรรกะ ความสามารถในตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในอนาคต และนักเรียนที่เรียนดีเรียนเก่งนั้น จะมีทุนให้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้เด็กมองเห็นแนวทางในการเรียนและอาชีพที่ตนถนัดตั้งแต่ต้น ซึ่งนอกจากให้ความสำคัญแก่นักเรียนแล้ว สิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญต่อครูเป็นอย่างมาก โดยถือเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรีและได้รับสิทธิประโยชน์พอๆ กับแพทย์ วิศวกร และสถาปนิก

 สำหรับที่อยู่อาศัย โดยที่ที่ดินในสิงคโปร์ทั้งหมดเป็นของรัฐ และให้เอกชนเช่าซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุการเช่าเพียง 99 ปี ทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการเรื่องที่ดินได้เต็มที่ โดยไม่มีปัญหาเรื่องต่างๆ และรัฐจะดำเนินการสร้างอาคารที่พักอาศัยแก่ประชาชนในราคาถูกเมื่อมีผู้จองเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ผู้ซื้อจะต้องมีรายได้ตามเกณฑ์ และร่วมกันซื้อสองคน เช่นสามีภรรยา หรือลูกกับพ่อแม่ คนหนึ่งจะซื้อที่พักได้เพียงห้องเดียวตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว ถ้าจะซื้อใหม่ก็ต้องขายคืนที่พักเดิมให้รัฐหลังครอบครองครบ 5 ปี เป็นต้น

 กับโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการอภิมหาโปรเจกท์ต่างๆ แบบนี้ ถ้าเป็นบางประเทศก็คงจะต้องมีปัญหาเรื่องเบี้ยบ้ายรายทางหรือเงินใต้โต๊ะบนโต๊ะ แต่สำหรับสิงคโปร์นั้น แม้จะไม่พูดว่าปลอดคอรัปชั่น แต่ก็ใช้คำว่าโปร่งใส ซึ่งมีการแสดงตัวเลขงบประมาณในแต่ละเรื่องอย่างละเอียด และประชาชนสามารถที่จะตรวจสอบได้ด้วยตนเอง

 และเรื่องโปร่งใสนี้ย่อมทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่หายหกตกหล่นไปอยู่ในกระเป๋าใคร

  ซึ่งไปๆ มาๆ แล้ว ผมว่าเรื่องความโปร่งใสนี่ก็ยิ่งน่าสนใจกว่าเรื่องอื่นๆ ของสิงคโปร์เสียอีกครับ