ข่าว

มาบตาพุด

มาบตาพุด

29 ก.ย. 2553

วันที่ 30 กันยายนนี้แล้วที่จะครบกำหนดที่ชาวระยอง และชาวมาบตาพุด นัดหมายที่จะชุมนุม และอาจถึงขั้นปิดนิคมอุสาหกรรมมาบตาพุด หลังจากข้อเรียกร้องที่พวกเขาต่อสู้กันมากลายเป็นคนละเรื่อง

อุตส่าห์เดินในแนวทางปรองดองด้วยการร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่มี อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นระธาน และได้ข้อสรุปมาว่า ควรกำหนดประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ว่าหากจะสร้าง หรือมีอยู่แล้ว ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ที่จะต้องผ่านทั้งอีไอเอ และเอชไอเอ

 แต่สุดท้ายเมื่อคณะกรรมการ 4 ฝ่ายส่งเรื่องไป ข้อเสนอกลับเดินไปที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและได้ข้อสรุปส่ง ครม.ประกาศให้ 11 ประเภทกิจการเท่านั้นที่จะต้องทำทั้งอีไอเอ และเอชไอเอ

 ซ้ำร้ายประเภทกิจการที่ว่านั้น แทบไม่มีโรงงานใดในมาบตาพุดเข้าข่าย ขณะที่โรงงานเหล่านั้นยังคงปล่อยมลภาวะครอบคลุมพื้นที่โดยรอบของนิคมฯ มาบตาพุด

 นั่นก็หมายความว่า อาการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการได้รับมลพิษจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดยังคงอยู่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาเดิมไม่ได้รับการแก้ไข

 นี่คือเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านและองค์กรเอกชน รวมทั้งนักวิชาการนัดรวมตัวชุมนุมกันในวันที่ 30 กันยายน

 รัฐบาลอ้างเพียงว่า มาตรการกำหนดประเภทกิจการรุนแรงนั้น ไม่ได้พิจารณาเฉพาะมาบตาพุด แต่พิจารณาการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

 ก็หมายความว่า หายนะที่เกิดขึ้นกับชาวมาบตาพุดที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอน หาเอกสารวิชาการ ถกเถียงกันจนได้ข้อสรุปนั้น ผลที่ออกมา ไม่ได้ส่งผลต่อเขาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

 การปล่อยให้มวลชนที่เข้มแข็งรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ทั้งที่เนื้อหาที่พวกเขาเรียกร้อง ต่อสู้นั้นเป็นเรื่องจริง และเป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องแก้ไขเกิดความว้าเหว่ นับเป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับรัฐบาลที่แทบไม่อยู่ในสภาพที่ยืนได้เองอยู่แล้ว

 สิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขเป็นเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่โดนล็อกเอาไว้ เอาเข้าจริง ในระยะยาวอาจเป็นเรื่องที่รัฐบาลคิดผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่า การชุมนุมของชาวบ้านบานปลายถึงขั้นปิดนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

 ถึงวันนั้นก็อย่าได้ไปโทษใคร เพราะโอกาสมาเกยถึงที่แล้วยังผลักไสออกไปเสียเองแล้วตั้งแต่ต้น

 ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]