ข่าว

สาวนนท์ถอยรถทับระเบิดโชคดีแจ้งตำรวจกู้ทัน

สาวนนท์ถอยรถทับระเบิดโชคดีแจ้งตำรวจกู้ทัน

28 ก.ย. 2553

ศอฉ.เพิ่มจุดเฝ้าระวังทั่ว กทม.-ปริมณฑล 77 จุด “วิเชียร” แจงแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการบูรณการด้านการข่าว พร้อมตั้ง “ภานุพงษ์-อัศวิน” คุมระเบิด ตำรวจแจ้งเตือน 4 ทุ่มคืนนี้ “ปล่อยม้า” สมมุติเหตุการณ์จริง 9 จุด ทั่วกรุง เพื่อป้องกันเหตุร้าย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 28 ก.ย. พ.ต.ต.ประสิทธิ์ศักดิ์ แก้วดอนรี พนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุบางกรวย ว่ามีชาวบ้านพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิดภายในซอยตึกแถวเยื้องกับซอยเทิดพระเกียรติ 7 ถนน รุ่งประชา หมู่ 4 ต.วัดชะลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุทธิ์โรจน์ วรรณปิติวัฒน์ ผกก.สภ.บางกรวย

 ในที่เกิดเหตุเป็นซอยลึกเข้าไปจากถนนรุ่งประชา ประมาณ 20 เมตร ด้านในเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น 7 คูหา และซอยดังกล่าวเป็นซอยตัน โดยเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยพันทับด้วยกระดาษกาวสีขาววางอยู่บนพื้นถนนด้านหน้าตึก 2 คูหาสุดท้าย จึงใช้ยางรถยนต์จำนวน 2 เส้นวางซ้อนกันไว้ ก่อนจะกันประชาชนออกจากจุดที่เกิดเหตุ และประสานไปยังชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เพื่อมาตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุต้องสงสัย

 ต่อมา พ.ต.ต.นภธร วาชัยยุง สารวัตรงานเก็บกู้วัตถุระเบิด ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมาตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งให้กันบรรดาไทยมุงออกห่างจากที่เกิดเหตุ เนื่องจากต้องเข้าไปตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว พบวัตถุรูปทรงกระบอกจำนวน 3 แท่ง พันทับด้วยกระดาษกาวสีขาวมีสายชนวนห้อยออกมาจากวัตถุจำนวน 2 เส้น และเชื่อว่าวัตถุที่พบนั้นเป็นระเบิดจริง จึงได้นำเครื่องยิงแรงดันน้ำเพื่อตัดวงจรของระเบิด

 หลังจากใช้เครื่องยิงแรงดันน้ำยิงตัดวงจรแล้ว จึงได้เข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง ก็พบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ชนิดใช้ดินระเบิดจุดชนวนด้วยสายเชื้อประทุพันติดกับก้านธูป โดยระเบิดบรรจุอยู่ในกระป๋องพลาสติกทรงกระบอกสีขาว 1 กระป๋องและในกระป๋องขนมขนาดเล็กอีก 1 กระป๋อง ในกระป๋องนั้นมีดินระเบิดผสมกับหัวน๊อตและตะปูอยู่ โดยใช้น้ำมันบินซินใส่อยู่ในขวดน้ำดื่มขวดเล็ก ก่อนใช้หัวน๊อตและตะปูใส่ในกระดาษกาวสีขาวพันทับพูกติดด้วยกันทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้เพื่อเตรียมส่งไปตรวจสอบอีกครั้ง

 เวลาต่อมานายรณชัย จิตรวิเศษ นายอำเภอบางกรวย ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกับ พล.ต.ต.ศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.นพรัตน์ รินทพล รอง ผบก.เพื่อร่วมสอบสวนในที่กิดเหตุด้วย และจากการสอบสวนในที่เกิดเหตุพบ น.ส.สุมาลี เหลืองดำรงกิจ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/26 หมู่ 4 ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ผู้ที่พบเห็นระเบิดเป็นคนแรก ให้การว่า ขณะที่กำลังจะขับรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ด สีฟ้า ทะเบียน 2อ 3497 กทม.ออกไปทำธุระ แต่ปรากฎว่าระหว่างที่ถอยรถออกจากซอยรู้สึกว่าล้อรถหน้าด้านขวาเหยียบทับอะไรบางอย่าง เมื่อถอยรถเสร็จจึงได้ลงไปดูก็พบวัตถุดังกล่าวเหมือนระเบิด เพราะเห็นมีสายชนวนออกมา จึงได้โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

 น.ส.สุมาลี ให้การเพิ่มเติมด้วยว่า ตนทำธุระกิจเกี่ยวกับรับออกแบบสิ่งพิมพ์ชื่อบริษัท อะเลิท กรุ๊ป โดยใช้บ้านตึกแถวเป็นสำนักงานบริษัท ซึ่งตนทำงานเพียงคนเดียวไม่มีลูกน้อง ส่วนสามีเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ส่วนตึกแถวอีกห้องที่อยู่ติดกันได้ให้แม่บ้านอยู่กับครอบครัว โดยที่ตนไม่เคยมีปัญหากับใคร จึงไม่ทราบว่าทำไมถึงเกิดขึ้นกับตนและทำให้ตนรู้สึกกลัว

 พล.ต.ต.ศุภกิจ กล่าวว่า คงต้องนำตัว น.ส.สุมาลี และบุคคลใก้ลชิดของ น.สงสุมาลี ไปสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงว่าคนร้ายนำระเบิดมาวางเพื่อมุ่งสังหารบุคคลที่ขับรถคันดังกล่าว เพราะคนร้ายนำระเบิดไปวางใว้ใต้ล้อรถด้านฝั่งคนขับหวังเอาชีวิต แต่ทางเจ้าหน้าที่เก็บกู้แจ้งว่าคนร้ายใช้วิธีจุดชนวนด้วยก้านธูป แล้วเกิดฝนตกลงมาพอดี ทำให้ก้านธูปดับระเบิดจึงไม่ทำงาน ในเบื้องต้นได้สั่งการให้ สภ.บางกรวย เร่งสืบหาข้อมูลและภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาภาพคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ สำหรับสาเหตุเบื้องต้นได้ตั้งประเด็นเรื่องส่วนตัว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเรื่องใด คงต้องสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง

 ศอฉ.เพิ่มจุดเฝ้าระวังทั่ว กทม.-ปริมณฑล 77 จุด

เมื่อเวลา 16.00 น.  นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เป็นประธานการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. และตัวแทนจากเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง โดยใช้เวลาในการประชุมหารือในวันนี้เพียง 40 นาทีเท่านั้น หลังจากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. และ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.มาตรการในส่วนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร และตำรวจ ที่จะดูแลป้องกันไม่ให้มีการสร้างสถานการณ์ เพราะช่วงระยะหลังจะเห็นว่ามีการสร้างสถานการณ์ด้วยระเบิดบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นในภาพรวมเราจะเพิ่มจุดเฝ้าระวังจากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 30 กว่าจุด เพิ่มเป็น 77 จุด ทั่วทุกพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล นอกจากนี้มีการจัดเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร (สห.) เข้าไปร่วมด้วย ตามเส้นทางที่มีความเสี่ยง ส่วนสำหรับชุดหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี เดิมทีจะอยู่ในหน่วยที่ตั้งกรมสรรพาวุธทหารบก เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) เพื่อให้สามารถออกไปป้องกันเหตุของการสร้างสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 คือข้อห่วงใยของ ศอฉ. เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มทางการเมือง จะเป็นกลุ่มพวกใดก็แล้วแต่มีความพยายามที่จะหาคำพูด และประโยค ที่จะชี้แจงผู้ร่วมชุมนุม หรือผู้ฟังเสมอว่า กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นเกิดความลำบาก เนื่องจากถูก พรก.ฉุกเฉิน ควบคุมตัวไว้ไม่ถูกต้อง หรือ ควบคุมแบบเถื่อน ทั้งนี้ตนได้ชี้แจงแล้วว่า ได้ตรวจสอบทุกหน่วยงานแล้วการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยตามหมาย ฉฉ. หรือ ตามหมายพระราชกำหนดฉุกเฉิน ผู้ที่ถูกควบคุมอยู่ในเวลานี้ถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมผ่านการพิจารณาของศาลเรียบร้อยหมดตามกรมราชทัณฑ์ต่าง ๆ ดังนั้นจะไม่มีผู้ที่ถูกควบคุมในลักษณะต้องสงสัยอีกต่อไป การจะหาคำพูดในการชุมนุมทางการเมืองที่จะบิดเบือนเบี่ยงเบนประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในความเข้มงวดของ พรก.ฉุกเฉิน ในการปฏิบัติหน้าที่ของ ศอฉ.

 ทางด้าน พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ศอฉ.ได้มีการปรับแผนการปฏิบัติให้มีความชัดเจนในการดูแลรักษาความปลอดภัย โดย ผบ.ตร. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ศอฉ. ตามที่ได้ชี้แจงให้ที่ประชุม ครม.ได้รับทราบ โดยประเด็นแรกคือการบูรณาการด้านการข่าว โดยศอฉ. ให้ทางสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นศูนย์กลางในการตรวจสอบยืนยันความชัดเจนของข้อมูล และประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ นอกจากนี้ตำรวจสันติบาลจะลงมารับผิดชอบอย่างเต็มตัว ประเด็นที่สอง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ภาณุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ. 10 เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระดมนักสืบสวนสอบสวนมือดีจากทุกจุดเข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับคดีระเบิดทั่วประเทศ ประเด็นที่สาม คือ ฝ่ายสืบสวนสอบสวนได้มีข้อมูลบางส่วน ว่ายังมีบางกลุ่มที่ยังไม่อยากให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ จึงพยายามก่อสถานการณ์บางอย่างอยู่ ถ้ามีความจำเป็นจะต้องมีการกดดันโดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใน และนอกเครื่องแบบ ในการตรวจสอบบุคคลที่ต้องสงสัย

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่สี่ คือ ประชาชน และภาคเอกชนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานีตำรวจ กอ.รมน. และ ฝ่ายปกครอง ก็จะเข้าไปทำความเข้าใจและขอความร่วมมือในการช่วยเหลือในเหตุต่าง ๆ เพราะเหตุการณ์ 3-4 ครั้งที่ผ่านมา ประชาชนพบเหตุวัตถุต้องสงสัยแต่ไม่แจ้ง มีการปล่อยทิ้งไว้ 2-3 วัน จนกระทั่งมีเหตุเกิดขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องดังกล่าวด้วย ประเด็นที่ห้า คือการปฏิบัติทำแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจนมากขึ้น นอกเหนือจากตำรวจนครบาล และตำรวจทุกส่วนจะต้องมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจนในการกำหนดจุดในการปิดกั้น ปิดล้อมทั้งพื้นที่ชั้นใน ชั้นกลาง และ ชั้นนอก โดยชั้นในคือในสถานีของตัวเอง ชั้นกลางคือสถานีใกล้เคียง และชั้นนอกพื้นที่รอบจังหวัด หรือ กองบังคับการ กองบัญชาการต่าง ๆ ส่วนในพื้นที่ กทม. จะมีการซักซ้อมแผนการปฏิบัติทุกคืนต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ต.ค.2553 ทั้งนี้เราได้รับความร่วมมือจากกองทัพบก และ สารวัตรทหารจาก 3 เหล่าทัพ ในการปรับแผน และช่วยเหลือตำรวจได้มากขึ้น

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ศอฉ.ยังได้มอบให้ตำรวจนครบาล และ กทม. ในการประสานติดกล้อง ซีซีทีวี เพิ่มเติม โดยทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้เข้าพบทางผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ซึ่ง ผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้ประสานงานโดยตรงกับผู้ที่ทำหน้าที่ในการติดตั้ง สำหรับจุดในการติดตั้งทางตำรวจจะเป็นผู้กำหนด ส่วน กทม. จะเป็นผู้ปรับจุดเพื่อให้สอดคล้องกับงานด้านความมั่นคง ส่วนแผนการปฏิบัติ ภาษาตำรวจเรียกว่า “ปล่อยม้า” คือการกำหนดสถานการณ์สมมติขึ้นมา และจะมีว่าในแต่ละ สน. แต่ละกองบัญชาการ ไปปฏิบัติการตามเป้าหมายหรือไม่ โดยเราจะเริ่มปฏิบัติงานในพื้นที่ 9 จุดทั่ว กทม. ในเวลา 23.00 น. จะมีการตรวจสอบภาคปฏิบัติ โดยทาง ผบ.ตร. จะไปตรวจสอบ หากจุดไหนไม่ดีก็จะต้องมีการแก้ไข ซึ่งทาง ศอฉ.ก็เห็นชอบ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. ถึง 15 ต.ค.2553 จะมีการกำหนดสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป โดยจะกำหนดเหตุการณ์ทั้งปล้นทรัพย์ พบวัตถุต้องสงสัย หรือ เหตุการณ์นักเรียนทะเลาะวิวาทกัน โดยจะขยายไปให้ทหาร และ กทม. เข้ามาร่วมซักซ้อม โดยในวันนี้จะมีการแจ้งเตือนหรือ วอร์นนิ่ง ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ทั้งหมดจะมี 9 จุด และทุกจุดจะมีรองผู้บัญชาการที่ควบคุมพื้นที่ไปตรวจสอบ เช่นในพื้นที่สะพานควาย หรือ วงเวียนใหญ่ ซึ่งทุกสถานีที่รับผิดชอบก็จะเริ่มปฏิบัติการในการซักซ้อม และจะทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเวลาจะไม่กำหนดว่าเป็นช่วงใดบ้าง อย่างไรก็ตามจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในขณะนี้ เชื่อว่า บางเหตุการณ์อาจไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการเมือง แต่อาจมีกลุ่มคนบางกลุ่ม พยายามเข้ามาผสมโรง โดยอาศัยสถานการณ์ขณะนี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แผนการปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในภาพรวมที่มี พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้บัญชาการติดตามสถานการณ์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีการสนธิกำลังทั้งจาก ทหาร ตำรวจ และ พลเรือน ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการปรับแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมก็ตาม โดยกำลังในส่วนที่ดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลในพื้นที่หลัก ๆ จำนวน 14 กองร้อย โดย 9 กองร้อย จะดูแลตามสถานที่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพ 400 จุด ส่วนกำลังอีก 5 กองร้อย จะเป็นกำลังเข้าไปเสริมตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะจุดพิเศษ หรือ จุดเสี่ยงอีกจำนวน 64 จุดนั้น จะมีกำลังเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร (สห.) จาก 3 เหล่าทัพ เข้าไปร่วมอยู่ด้วย  ส่วนมาตรการทางด้านการข่าวก็จะทำควบคุมกันไป

  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนการปฏิบัติการในภาพรวมของ ศอฉ.ในการดูแลพื้นที่ กทม. ที่ได้มีการวาง 3 มาตรการ คือ 1.การป้องกันแก้ไขเหตุการณ์ และปิดช่องโอกาสในการก่อเหตุ 2.การกดดัน เข้าไปตรวจสอบกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะก่อเหตุ โดยกระบวนการสืบสวนสอบสวน 3. มาตรการเชิงรุกหรือการปฎิบัติการจิตวิทยา ในการขอความร่วมมือจากมวลชนฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งมาตรการสำคัญอยู่ที่มาตรการแรกที่ดำเนินอยู่แล้ว  โดยมีการวิเคราะห์กำหนดพื้นที่ต่าง ๆ ในกทม. ที่มีจุดเสี่ยงแบ่งเป็น 3 ระดับ 1.พื้นที่เฝ้าพิเศษคือ พื้นที่ที่มีแนวโน้มการก่อเหตุสูงหรือพื้นที่ที่เคยมีเหตุเกิดขึ้น และมีแนวโน้มการก่อภัยคุกคาม และพื้นที่ที่ต้องมีความปลอดภัยอย่างสูงสุด เช่น เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการสำคัญ บ้านบุคคลสำคัญ ที่เป็นเป้าหมาย แหล่งพลังงานอื่นๆ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่งต่างๆ รวมทั้งหมด 130 จุด ด้วย