ข่าว

สั่งเข้มพื้นที่เสี่ยง467จุดรอบกทม.ติดกล้องทางด่วน

สั่งเข้มพื้นที่เสี่ยง467จุดรอบกทม.ติดกล้องทางด่วน

28 ก.ย. 2553

“ถวิล” อ้าง จนท.ตร. รู้เบาะแส แต่หลักฐานไม่เพียงพอ มัดตัวผู้ก่อเหตุระเบิดป่วนเมืองรายวัน "ภาณุพงศ์"แจงเหตุบึ้ม4คดีมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเร่งสืบสวนรวบรวมหลักฐาน

(28ก.ย.)นายปณิธานวัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้รับทราบรายงานสถานการณ์และมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยรับทราบ 3 มาตรการหลัก ที่จะใช้ดูแลพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และพื้นที่ล่อแหลม 467 จุด ประกอบด้วย มาตรการเชิงป้องกัน การวางระบบดูและจุดเสี่ยงการจัดทำแผนภูมิทัศน์ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง , มาตรการสกัดยับยั้ง เกาะติด และกดดันกลุ่มเป้าหมาย โดยการสอบสวนสืบสอบสวนการวางระบบสืบสวนหาข่าว ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฉวยโอกาสก่อการ และมาตรการทำงานกับภาคประชาสังคม โดยการทำประกาศการแจ้งเตือน การร่วมกับอาสาสมัครพลเรือน โดย ครม.รับทราบ ในพื้นที่เฝ้าระวัง สถานที่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงรวมถึงพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษล่อแหลม สถานที่ราชการ พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษอย่างยิ่งอีกด้วย เช่น เขตพระราชฐาน และสถานที่สำคัญทางราชการ

 นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า ครม. ได้รับทราบภาพรวมการประเมินสถานการณ์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. มีการก่อเหตุทั้งสิ้น 125 เหตุการณ์ โดย 108 เหตุการณ์ เกิดในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ 72 เหตุการณ์ เกิดระหว่างการชุมนุมทางการเมือง ส่วนหลังการชุมนุมมีประมาณ 36 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 20 เหตุการณ์ นอกจากนี้ ครม.ได้สอบถามมาตรการให้มีความรัดกุม การโดยกำชับเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม จากที่สำรวจแล้วพบว่ามีกล้องวงจรปิดที่ตั้งแล้ว 8 , 846 จุด จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบดูแล โดยให้ประสานกับกรุงเทพฯ เรื่องการปรับมาตรฐานการบันทึกภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และวางเครือข่ายให้ครอบคลุม ทั้งนี้ให้ สตช. ให้ทำงานร่วมกับเอกชนให้มากขึ้น และติดตั้งกล้องเพิ่มในตึกสูง โดยเฉพาะทางยกระดับที่ให้ติดตั้งกล้องระหว่างทางเพื่อให้สามารถสังเกตพฤติกรรมคนร้าย

 นายปณิธาน กล่าวต่อว่า ครม.ยังได้สั่งการให้ใช้มาตรการกดดันกลุ่มเป้าหมาย และมาตรการเชิงรุก ทั้งนี้ในการประชุมได้มีการพูดคุยเรื่องอาวุธสงคราม ซึ่ง สตช.รายงานว่าอยู่ระหว่างกำลังขยายผลคดีที่มีการจับกุม เบื้องต้นมีการให้การที่เป็นประโยชน์ นายกฯ และรองนายกฯ จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่วางระบบป้องกันให้ทำงานกับประชาชนเพิ่มมาขึ้น โดยเฉพาะอาสาสมัครภาคพลเรือน โดย สตช.ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และได้กำชับให้มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี เนื่องจากรณีระเบิดหลายกรณีมีลักษณะระเบิด เฉพาะที่สามารถเชื่อมโยงเหตุกันได้

"ถวิล"อ้างตร.รู้เบาะแสผู้ก่อเหตุบึ้มป่วนเมือง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ก.ย.ทำเนียบรัฐบาล นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายหลังจากเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงานในที่ประชุม ครม.ว่าขณะนี้เบื้องต้น พอจะมีเบาะแส และทราบว่ากลุ่มใดที่วางระเบิดในช่วงนี้ แต่ยังไม่สามารถนำจับได้เนื่องจากพยานหลักฐานทางคดียังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอยู่ตลอดเวลา

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะที่ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุใดยังมีระเบิด นายถวิล กล่าวติดตลกว่า "มันเป็นของคู่กัน"

"ภาณุพงศ์"แจงเหตุบึ้ม4คดีมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

พล.ต.อ. ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ 10 ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีระเบิดในพื้นที่ กทม. เรียกประชุมตำรวจนครบาลเร่งรัดสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิดในจุดต่างๆและเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมาโดยมี พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนศูนย์สืบสวนนครบาล ชุดสืบสวนท้องที่เกิดเหตุและฝ่ายสืบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

 พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานเหตุระเบิดหน้าสำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 27 ก.ย.แล้วโดยท่าน ผบ.ตร.เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยตนเอง ซึ่งเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่ กทม.นั้นเกิดมาอย่างต่อเนื่องหลังจากเหตุการณ์บ้านเมืองสงบเมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการแบ่งเป็นช่วงๆ หลังจาก 21 พ.ค.ไปแล้ว คดีระเบิดส่วนใหญ่จะเป็นระเบิดแสวงเครื่อง และระเบิดแบบขว้าง มี 2 ชนิดคือ เอ็ม 67 และเอ็ม 26 แต่ละคดีที่ตรวจพบหลักฐานจะพบเลขประจำระเบิดถูกตะไบลบออก และมีการแต้มสีฟ้าไว้เป็นเครื่องหมาย พบอยู่หลายคดีในลักษณะเช่นนี้ และอีกชนิดเป็นประเภทใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 และเอ็ม 203 ในส่วนนี้เราได้ตำหนิรูปพรรณพอสมควร ซึ่งจะมีหลักฐานแสดงให้เห็น 4 คดีเรามีหลักฐานเชื่อว่าเป็นคนร้ายชุดเดียวกัน มีทั้งอาวุธสำเร็จรูป ระเบิดแบบมาตรฐานและระเบิดแสวงเครื่อง บางคดีจับกุมได้แล้วบางคดีอยู่ระหว่างดำเนินการโดยส่งผู้ต้องหาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ

 "ส่วนกลุ่มที่ทำระเบิดมี 3 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ใช้ท่อพีวีซีต่อเข้ากับนาฬิกาเพื่อหน่วงเวลา ลักษณะที่กลุ่มนี้พบครั้งแรกบริเวณถนนราชดำเนินและหลานหลวง หลังจากไปตรวจพบรถต้องสงสัยฮอนด้าซีวิค ที่คอนโดริมน้ำ ในท้องที่ สน.โคกคราม มีการจับกุมผู้ต้องหาได้ส่งให้ดีเอสไอ มีการขยายผล อันนี้เป็นกลุ่มหนึ่งในกลุ่มผู้กระทำความผิดในกลุ่มระเบิดแสวงเครื่อง กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่พบครั้งแรกในพื้นที่ สน.คันนายาว ลักษณะการต่อวงจรเป็นแบบเดียวกับที่ระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย ตรงนี้ตำรวจมีข้อมูลคืบหน้าในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ 4 คดีกำลังดำเนินการล่าสุด ที่สนามม้านางเลิ้ง และพื้นที่ จ.นนทบุรี 2 คดีคือ ห้างเอดะมอลล์งามวงศ์วาน และกระทรวงสาธารณะสุข และคดีวงระเบิดหน้าโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย " พล.ต.อ.ภารุพงศ์ กล่าวและว่า โดยสรุปแล้วจากการประมวลเหตุการณ์คดีระเบิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.เป็นต้นมาเราสามารถแยกกลุ่มผู้กระทำความผิดผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองตามที่กล่าวมา คดีที่เกิดนี้ ท่าน ผบ.ตร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการกำชับสั่งการมาโดยตลอดเร่งรัดการสืบสวนจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว และให้แสวงหาความร่วมมือระดมกำลังตำรวจทั้งหมด ใน สตช.มาร่วมกันคิดร่วมกันทำคดีและขอความร่วมมือจากประชาชนพี่น้องสื่อมวลชน ในการแจ้งเบาะแส กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมตั้งรางวัลนำจับคนร้ายด้วย" พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวในที่สุด

 พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า คดีระเบิดแต่ละคดีไม่ง่ายนัก ต้องใช้ผู้ชี่ยวชาญมาช่วยกันดู เป็นคณะทำงาน ไม่ใช่ว่าพวกเราทุกคนจะดูได้ ต้องใช้ผู้ชำนาญลงความเห็น เราทำงานกันเป็นคณะทำงาน ขอเรียนยืนยันว่า ใน 4 คดีหลังมีลักษณะการประกอบหรือการต่อวงจรเหมือนกัน มันก็คืบหน้ามาได้ในระดับหนึ่ง ถ้าผู้ชำนาญลงความเห็นว่าเป็นคนร้ายชุดเดียวกันมีตำหนิรูปพรรณเป็นอย่างไร เราก็ต้องแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนและสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง คดีระเบิดแต่ละจุดนั้นเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น จากเหตุระเบิดแต่ละจุดเราก็ต้องมาประมวลเหตุมาจัดกลุ่มมาจัดลักษณะการการเหตุต้องใช้เวลาพอสมควร แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้เราก็ต้องพยายามหลุดยั้งให้ได้

 ด้าน พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.น. 1 เปิดเผยว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกิดเหตุ 4 คดีมีความคล้ายคลึงกัน ประกอบด้วย คดีระเบิดที่ช่อง 5 เหตุเกิดวันที่ 27 มี.ค.เวลา 18.49 น. คดีระเบิดที่มูลนิธิรัฐบุรุษ เหตุเกิด 30 มี.ค.เวลา 19.58 น.มีความเชื่อว่าคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นคนร้ายชุดเดียวกันคนร้ายใช้ จยย.เป็นพาหนะ ผู้ขับขี่ใส่หมวกกันน็อคสีขาว คนซ้อนใส่หมวกกันน็อคสีดำ จยย.เป็นแบบผู้หญิงสีเทาขาวขับขี่ผ่านจุดเกิดเหตุ เป็นระเบิดชนิดขว้างเอ็ม 67 ส่วนคดีระเบิดหน้าห้างคิงส์เพาเวอร์ เหตุเกิด 30 ก.ค. เวลา 01.00 น. คนร้ายขี่ผ่านมาถนนราชปรารภ เป็น จยย.เวฟสีแดง คนขี่ใส่หมวกกันน็อคสีขาว คนซ้อนหมวกกันน็อคสีดำ คดีระเบิดจุดที่ 4 เกิดที่อาคารสุภาวดีทาวเวอร์ 21 ก.ย.เวลา 03.35 น. ทั้ง 4 จุดลักษณะการแต่งกายของคนร้ายและยานพาหนะที่ใช้มีความเชื่อมโยงกันและคล้ายคลึงกัน น่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน