ข่าว

“พลังคน 2 ศาสนา" นำชุมชนสู่สันติสุข

“พลังคน 2 ศาสนา" นำชุมชนสู่สันติสุข

29 ก.ย. 2553

การยืนหยัดใช้ชีวิตให้ดำเนินไปอย่างมีความสุขของประชาชนในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่เห็นหนทางว่าจะยุติลงเมื่อใด

  แต่สำหรับประชาชนกว่า 4,000 คน “ใน ต.ทรายขาว” อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กลับมีชีวิตที่แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น เนื่องจากในท้องถิ่นแห่งนี้ยังสามารถดำรงวิถีประจำตามปกติ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีคำว่า “แบ่งแยกศาสนา” และเลือกที่จะอยู่ร่วมกันเสมือนหนึ่ง “ญาติพี่น้อง” ส่งผลให้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกลายเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดการเพาะเชื้อร้ายจากกลุ่มก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ได้

 ที่น่าสนใจคือ "การเมืองท้องถิ่น” ในชุมชนแห่งนี้ มีการเลือกกำนันกันเองด้วยวิธีการคัดสรรผู้ที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งผู้นำชาวบ้าน ด้วยการใช้แนวทางปรองดอง เนื่องจากการมีชาวพุทธกับมลายูมุสลิมอยู่ร่วมกันด้วยอัตราส่วน 45:50 คนในพื้นที่แห่งนี้จึงมีข้อตกลงร่วมกันว่าตำแหน่งกำนันจะ “ผลัดเปลี่ยนคนละวาระ” เป็นการร่วมลงสัตยาบันให้ผู้นำชุมชนได้ทำหน้าที่พัฒนาท้องถิ่นอย่างเต็มที่ไร้ซึ่งความขัดแย้งใดๆ

 "การกำหนดวาระการเป็นผู้นำระหว่างพี่น้องชาวไทยพุทธกับมุสลิมให้ดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนคนละวาระนั้นเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เฒ่า หรือบรรพบุรุษในยุคอดีตด้วยความหวังให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างไร้ซึ่งความขัดแย้ง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีความสมานฉันท์ ไม่ปรากฏความแตกแยกในชุมชนสองศาสนาแห่งนี้ตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นไม่ว่าท้องถิ่นจะขับเคลื่อนกิจกรรมใดๆ ก็จะมีแต่พลังความร่วมมือให้เห็นอยู่ตลอดเวลา" สมาน สีปูเต๊ะ กำนัน ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ให้ความหมายถึงแนวคิด

 นิพนธ์ อินทรสกุล นายอำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ต.ทรายขาวถือเป็น “โมเดล” ที่ทุกฝ่ายพยายามสะท้อนแนวทางการบริหาร และจัดการท้องถิ่นด้วยพลังของคนทั้งสองศาสนาที่ไร้ซึ่งความแตกแยก จนสามารถนำพาความเข้มแข็งมาสู่ชุมชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

 “หากวาระนี้กำนันเป็นมลายูมุสลิม วาระหน้าก็จะเป็นคราวของไทยพุทธ โดยจะมีกระบวนการคัดสรรผู้เหมาะสมจากชาวบ้าน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาจากอดีตจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทำให้ชุมชนมีความสงบสุขไร้ความขัดแย้งใดๆ ระหว่างชาวบ้าน” นิพนธ์ กล่าว

 นอกจากนี้ ที่ ต.ทรายขาวแห่งนี้ ยังมีหลักฐานสำคัญที่ตอกย้ำและบ่งบอกถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวของคนไทยพุทธและมลายูมุสลิมมาอย่างช้านาน โดยเฉพาะมัสยิดโบราณ 300 ปี (บาโงยลางา) หรือมัสยิดนัจมุดดิน ที่เกิดจากความร่วมมือของชาวพุทธและมุสลิม โดยมีพระและโต๊ะอิหม่ามในยุคอดีตร่วมกันวางรากฐานสำคัญ ให้ผู้คนในพื้นที่รักใคร่กัน

 หะยีอับดุลรอมาน สลัมสุหรี โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดควนลังงา ต.ทรายขาว กล่าวว่า การที่ชุมชนแห่งนี้อยู่ได้อย่างสงบสุขนั้นเป็นเพราะที่นี่ไม่ว่าพุทธ หรืออิสลาม จะมีเพียงคำว่า “เพื่อน” หรือ “ญาติพี่น้อง” เท่านั้น และมัสยิดโบราณแห่งนี้ยังเป็นที่นัดพบปะพูดคุยของชาวบ้านทั้งสองศาสนาไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาสังคม หรือขับเคลื่อนกิจกรรมในท้องถิ่น

 “ภูมิใจมากที่การอยู่ร่วมกันอย่างไม่แบ่งแยกของชาวบ้านมาเป็นเวลานับร้อยปี ทำให้การพัฒนาชุมชน หรือการขับเคลื่อนแนวทางใดๆ ก็ตาม เป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดเพราะเราอยู่ร่วมกันอย่างไม่แปลกแยก” โต๊ะอิหม่าม กล่าว

 "สำหรับชุมชนอื่นอาจเป็นเรื่องแปลกที่เห็นมลายูมุสลิมไปร่วมงานศพไทยพุทธที่วัด หรือไปร่วมงานบวช รวมถึงงานมงคลสมรส ขณะเดียวกันบรรดาชาวพุทธหิ้วอาหารและขนมมาร่วมพิธีออกบวชที่มัสยิดในเดือนถือศีลอด แต่สำหรับชุมชนแห่งนี้ภาพความร่วมมือของคนสองศาสนาถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการไม่แบ่งแยกคือปัจจัยเดียวที่ทำให้ทุกคนในท้องถิ่นนี้ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขแม้สถานการณ์ช่วง 6 ปีที่ผ่านมาจะอยู่ในภาวะไม่ปกติสุขก็ตาม" อาดัม บาเหมบูลา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ระบุถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

 เช่นเดียวกับ ร.ต.อรุณ ดำรงรักษ์ และ จำรูญ แก้วลอย ชาวบ้านไทยพุทธ ต.ทรายขาว ยืนยันตรงกันว่า จุดแข็งของการอยู่ร่วมกันของคนสองศาสนาซึ่งไม่มีความแตกแยกได้ช่วยให้โครงการพัฒนาชุมชนหลากหลายด้าน สามารถขับเคลื่อนรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วหากเทียบกับพื้นที่อื่นในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากในพื้นที่แห่งนี้จะไร้ซึ่งความรุนแรงแล้วยังเปี่ยมไปด้วยความสุข

 จากแบบอย่างที่บรรพชนสร้างไว้ จึงเปรียบเสมือน “เบ้าหลอม” ที่ทำให้คนในพื้นที่แห่งนี้อยู่ในกรอบแห่งความรักและสามัคคี ยากที่ใครจะมาปลุกปั่น ยุยงให้แตกแยกจนนำไปสู่รอยร้าว เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ

"สุพิชฌาย์ รัตนะ"