ข่าว

อภิสิทธิ์ลั่นพยายามไม่ให้เกิดระเบิดถึงสิ้นปี

อภิสิทธิ์ลั่นพยายามไม่ให้เกิดระเบิดถึงสิ้นปี

28 ก.ย. 2553

ดีเอสไอ พบคนหลายกลุ่มต้องการสร้างความไม่สงบในบ้านเมือง เพียงเพื่อสร้างสถานการณ์ ยังไม่ถึงขั้นก่อวินาศกรรม เผย ได้กลิ่นการลอบปองร้ายบุคคลสำคัญระดับประเทศ ผบ.ตร.ระบุเหตุระเบิดเป็นฝีมือกลุ่มการเมืองไม่ต้องการปรองดอง มีแกนนำ 5-6 คน ส่ง ตร.ประกบตัวกดดัน ด้านร

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 28 ก.ย. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงเหตุระเบิดหลายครั้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯว่า ข้อมูลการข่าวของดีเอสไอเชื่อว่าจะมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นจนถึงช่วงปลายปี 2553 เพื่อหวังผลเชิงสัญลักษณ์ว่ายังสามารถก่อเหตุรุนแรงได้โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ไม่ขอเจาะจงว่าเป็นการกระทำของบุคคลกลุ่มใด เพราะจะทำให้เกิดความสับสน เนื่องจากข้อมูลการข่าวและการสืบสวนเชิงลึกพบว่า มีคนหลายฝ่ายต้องการให้เกิดภาพของความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง  พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ใช่ผู้ก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์เสียเอง แต่การข่าวที่ได้จากกลุ่ม นปช.ที่ถูกจับกุมตัวได้ก่อนหน้านี้ระบุว่า เหตุระเบิดเป็นฝีมือของหลายกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวก่อเหตุอยู่ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยมีจำนวนนับร้อยคน

 อย่างไรก็ตาม รายงานการข่าวของดีเอสไอระบุด้วยว่า การก่อเหตุขณะนี้เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ยังไม่ใช่การก่อวินาศกรรมเพื่อหวังทำลายชีวิต หรือทรัพย์สินของประชาชนแต่อย่างใด แต่ยังคงมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต้องการปองร้ายบุคคลสำคัญระดับของประเทศและผู้นำหน่วยงานสำคัญๆ

 นายธาริต กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดด้านหน้าสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก ว่า ขณะนี้คดียังอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ หากพบว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีก่อการร้าย ตำรวจจะโอนสำนวนมาให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษต่อไป ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังมีผู้ก่อความไม่สงบอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถจับกุมมาดำเนินคดีได้

นายกฯลั่นจะพยายามไม่ให้เกิดเหตุระเบิดถึงสิ้นปี

 เมื่อเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)สั่งเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยภายหลังเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ กทม.รายวันว่า เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องได้เข้ามารายงานให้ ครม.ทราบอย่างละเอียด แต่ก็ต้องดูว่ามีความพยายามในทางรุกและความพยายามที่จะขยายผลจากฐานข้อมูลของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็น่าจะทำให้หลายอย่างมีโอกาสที่จะดีขึ้น โดยเฉพาะการนำตัวคนผิดมาลงโทษ ซึ่งเหตุระเบิดที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก ในช่วงสายก็ได้รับรายงานมาแล้ว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ก่อเหตุเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น อาทิเรื่องรูปพรรณสัณฐาน ที่ทำให้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกัน เพราะมีบางเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้นก็มีความสามารถในการที่จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นเกี่ยวกับตัวคนทำและผู้ที่ทำอยู่บ้าง ซึ่งต้องขยายผลไปเรื่อยๆ

 เมื่อถามว่าเกี่ยวโยงกับการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มี เพราะการเมืองมันจะเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงชุมนุมด้วย หากสามารถขยายผลในทุกๆเรื่องได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เช่น เจ้าหน้าที่ก็พอรู้ว่าอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการก่อเหตุนั้นซื้อที่ไหนอย่างไร   ก็จะมีการเจาะลงไปในรายละเอียดมากขึ้น

 เมื่อถามว่านายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่าจะมีเสียงระเบิดไปจนถึงสิ้นปี 2553 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องพยายามไม่ให้เป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่าเพราะอะไรเหตุจึงเกิดถี่ขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ต้องแยกว่าบางเหตุการณ์ เรามั่นใจว่าไม่เกี่ยวกับภาพรวม แต่ทำให้รู้สึกว่ามีเหตุเกิดต่อเนื่องจึงทำให้ดูถี่ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามมาตรการเชิงรุกที่ทำและมาตรการขยายผลเหตุการณ์ในอดีตนั้นจะเป็นหัวใจสำคัญ

 เมื่อถามว่าการคาดโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยให้มีความเข้มงวดมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าก็ระดับหนึ่ง เมื่อถามว่าหากการก่อเหตุในช่วงหลังไม่ได้ผลจะมีการเปลี่ยนเป้าหมายมาทำร้ายประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นั่นก็เป็นความห่วงใยมากที่สุดอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุอะไรกับประชาชน   เมื่อถามว่า เหตุระเบิดที่สำนักงานอัยกาสูงสุดเชื่อมโยงกับ 4 เหตุระเบิดก่อนหน้านี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน

ผบ.ตร.ชี้กลุ่มการเมืองไม่ปรองดองบงการป่วนบึ้มรายวัน

 พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวถึงเหตุระเบิดที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดา ว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.30 น.เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสำนักงานอัยการสูงสุดได้ยินเสียงแต่คิดว่าเป็นรถยางระเบิด หรือหม้อแปลงระเบิด จึงไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งทราบเรื่องเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ภาพวงจรปิดจับภาพได้เห็นแสงไฟ แต่ไม่เห็นคนร้ายและเส้นทางหลบหนี ตอนนี้ยังไม่ทราบเบาะแสคนร้าย และยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มเดียวกับระเบิดก่อนหน้านี้หรือไม่อาจเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่เป็นก็ได้ อย่างไรก็ตามทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งชุดทำงานเฉพาะกิจเพื่อคลี่คลายคดีระเบิดทำการสืบสวนปราบปราม โดยมี พล.ต.อ.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ 10) เป็นหัวหน้าชุด และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร.เป็นรองหัวหน้าชุดทำงาน โดยในชุดทำงานประกอบด้วย ตำรวจสันติบาล ตัวแทนภ.1-9 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด(อีโอดี) ซึ่งชุดทำงานจะช่วยกันคลีคลายคดีระเบิดที่เกิดขึ้น

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26-28 ก.ย.ตามที่การข่าวของสันติบาลแจ้งเตือนไว้นั้นและในห้วงเดือน ก.ย.นี้จะมีการก่อเหตุ เป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองที่ไม่ต้องการให้เกิดความปรองดองหรือสมานฉันท์เกิดขึ้น สร้างสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีแกนนำหลัก 5-6 เป็นบุคคลอยู่ในแวดวงการเมือง มีบุคคลผสมกันหลากหลายบอกไม่ได้ว่าเป็นใครเป็นเป้าสำคัญที่ตร.จับตาดูอยู่และได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบไปประกบเพื่อกดดัน แต่ตำรวจยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเนื่องจากมีการตัดตอนเสียก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของชุดสืบสวนที่จะหาหลักฐานเพื่อเชื่อมโยงจับกุม กลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวช่วงเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเรื่องนี้ตนเองได้รายงานให้ครม.ทราบไปแล้วเมื่อช่วงเช้า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ทั้งสมช. หน่วยข่าวกรอง ทหาร สันติบาล มีตรงกัน ซึ่งเราจะดำเนินการทุกวิถีทางทั้งติดตามและกดดัน คนกลุ่มนี้

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า ตร.มีแผนสร้างความมั่นใจโดยการเน้นจุดตรวจจุดสกัด เพิ่มกำลังเต็มที่ทั้งฝ่ายสืบสวน จราจร สายตรวจ แต่ละกองบังคับการ สน.ตั้งแต่ วันที่ 21 ก.ย.เป็นต้นมาผู้บังคับบัญชาก็ได้ลงไปตรวจสอบเมื่อคืนตนเองก็ได้ไปตรวจด้วยตนเองเพราะบางสน.อาจยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของแผนก็เข้าใจมากขึ้น ตนเองจะทำการตรวจด่านต่างๆ ไปจนถึงวันที่ 15 ต.ค. การไปตรวจสอบก็ทำให้ตำรวจเข้าใจหน้าที่ของตนเองมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ป้องกันเหตุระเบิดอย่างเดียว แต่เพื่ออาชญากรรมทั่วไปด้วย ยอมรับว่าช่วงนี้เป็นช่วงสับเปลี่ยนตำแหน่ง และเปลี่ยนแผนจุดตรวจ จุดสกัดต่าง ๆ ทำให้ผู้ปฏิบัติอาจจะยังไม่เข้าใจ ทำให้เกิดช่องว่างคนร้ายใช้ก่อเหตุได้ ซึ่งเมื่อวานนี้ตนเองได้ออกคำสั่งรักษาราชการแล้ว ระดับ รองผบ.ตร.- ผบช. เพื่อให้ไปรับผิดชอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวานก็ได้เรียกว่าที่ผบช.น. ว่าที่ผบช.น.5 รีบไปหาข้อมูลและนำไปปฏิบัติเพื่อป้องกันเหตุต่างๆ ส่วนระเบิดเมื่อคืนนี้ก็ยังไม่ได้มีการลงโทษใครต้องไปดูว่าเกิดเหตุเพราะอะไร มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน มีความบกพร่องในการทำงานตรงไหนหรือไม่ คาดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เมื่อถามว่าหนักใจไหม พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

 ด้าน พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร.กล่าวว่า เหตุระเบิดที่สำนักงานอัยการสูงสุด ช่วง 20.30 น.แต่เนื่องจากฝนตก รปภ.ได้ยินเสียงแต่คิดว่ายางระเบิดหรือหม้อแปลงระเบิด จึงไม่ได้แจ้งเหตุเพิ่งแจ้งเหตุเมื่อช่วงเช้ามาที่สน.พหลโยธิน ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้ไปดูพบว่าเป็นชนิดข้วาง เอ็ม 26 ทำให้เป็นหลุมลึก 30 เซ็นติเมตรที่สนามหญ้าแต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียหาย คนร้ายอาศัยช่วงเวลาฝนตก รถติด น่าจะใช้พาหนะเป็นมอเตอร์ไซด์สามารถหลบหนีได้เร็ว ตรวจสอบภาพวงจรปิดเบื้องต้นได้เพียงภาพของแสงไฟจากระเบิดไม่ได้ภาพคนร้ายและเส้นทางหลบหนี

 ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวาน ผบ.ตร.คาดโทษว่าเกิดเหตุพื้นที่ไหนจะลงโทษผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ก็ต้องดูเป็นกรณีไปว่าที่เกิดเหตุ จุดตรวจจุดสกัดมีความบกพร่องหรือไม่ช่วงนั้นจริงๆแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งกำลังตรวจสอบอยู่ สำนักงานอัยการสูงสุดก็ถือเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ เป็นความพยายามของกลุ่มก่อความไม่สงบเราก็ต้องพยายามป้องกันตามสถานการณ์ สังเกตุได้ว่าคนร้ายเปลี่ยนจากระเบิดที่มีความร้ายแรงเป็นระเบิดที่ใช้การได้ง่าย สะดวกในการใช้ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเชื่อมโยงกับเกตุระเบิดอื่นหรือไม่ แต่ฝ่ายสืบสวนมีข้อมูลพอสมควรซึ่งยังไม่ชัดเจน

 “การข่าวเหตุระเบิดจะไม่รุนแรงมากขึ้น แต่จะมีบ้างเป็นครั้งๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเฝ้าระวังของตำรวจด้วย ถ้าเราดูแลดี อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ดี มีกล้องวงจรปิด สังเหตุได้ว่าบริเวณที่มีกล้องวงจรปิด มีคุณภาพดี คนร้ายก็จะเลี่ยง ไปทำในที่โล่งไม่มีกล้องแทน ซึ่งเรื่องกล้องวงจรปิดนั้นได้ประสานกับทางกทม.เพื่อขยับปรับเปลี่ยนมุมกล้องไม่ใช่เค่ภาระกิจด้านการจราจร หรือเทศกิจเท่านั้นแต่ให้ช่วยภาระกิจด้านการป้องกันอาชญากรรมด้วยให้เป็นเอนกประสงค์สามารถตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีคนร้ายได้ มองเห็นสถานที่สำคัญด้วย หากกล้องไม่พอจริงๆ หรือไม่สามารถใช้ทั้งสองภาระกิจร่วมกัน ก็ประสานให้ทางกทม.ติดเพิ่มในจุดที่จำเป็น จุดสำคัญที่ไม่มีกล้องด้วย ซึ่งทางนครบาลเร่งสำรวจอยู่ว่าจุดไหนที่ต้องติดเพิ่มบ้าง งานการข่าวตอนนี้ก็มีการปรับปรุงเรื่องวิธีการหาข่าว สันติบาลก็ปรับปรุงแนวทางการหาข่าวพอสมควร แต่ยังมีปัญหาที่ยังไม่สามารถหยุดยั้งแหตุได้ก่อน ก็ได้ปรับปรุงเรื่องของทีมงานที่เข้าไปแทรกตัวอยู่”พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าว

ระเบิดลองของ9ครั้งช่วง"วิเชียร"นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

 ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุระเบิดและพบวัตถุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ พล.ต.อ.วิเชียร เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่ามีทั้งสิ้น 9 ครั้ง คือ 1.วันที่ 8 ก.ย.เวลา 01.50 น. พื้นที่ สน.พญาไท สามารถเก็บกู้ระเบิดแสวงเครื่องบริเวณใต้สะพานลอย หน้าโรงเรียนสันติราษฎร์ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. จำนวน 2 ลูก ตรวจสอบพบระเบิดเป็นถังดับเพลิง ปุ๋ยยูเรีย วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ท่อพีวีซี น็อตตัวเมีย แบตเตอรี่ 12 โวลล์ และดินเทาจำนวน 2 ชุด โดยต่อถังดับเพลิงประกอบกับระเบิดแสวงเครื่อง จุดระเบิดแบบถ่วงเวลา

2.วันที่ 8 ก.ย. เวลา 22.50 น. พื้นที่ สภ.เมืองนนทบุรี บริเวณลานจอดรถห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ต.บางเขน จ.นนทบุรี ตรวจระเบิดพบเป็นถังดับเพลิง ปุ๋ยยูเรีย วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ท่อพีวีซี น็อตตัวเมีย แบตเตอรี่ 12 โวลล์ และดินเทา โดยต่อถังดับเพลิงประกอบกับระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดแบบถ่วงเวลา 3.วันที่ 9 ก.ย.เวลา 00.30 น. พื้นที่ สภ.เมืองนนทบุรี บริเวณลานจอกรถ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณะสุข จ.นนทบุรี ตรวจระเบิดพบเป็นถังดับเพลิง ปุ๋ยยูเรีย วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ท่อพีวีซี น็อตตัวเมีย แบตเตอรี่ 12 โวลล์ และดินเทา โดยต่อถังดับเพลิงประกอบกับระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดแบบถ่วงเวลา

 4.วันที่ 18 ก.ย. เวลา 11.00 น. พื้นที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร พบที่บ้านเลขที่ 80/1032 ม.เศรษฐกิจ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ตรวจระเบิดพบเศษกระดาษห่อหุ้มประทัด คราบเขม่าดินดำ โดยเป็นการดัดแปลงระเบิดประทัดยักษ์ใช้สายชนวนเวลา 5.วันที่ 21 ก.ย. เวลา 04.30 น. พื้นที่ สน.ดุสิต บริเวณสุภาวดี ทาวเวอร์ ซอยมิตรอนันต์ ถ.นครไชยศรี เขตดุสิต กทม. พบเศษชิ้นส่วนปูน ไม่พบสะเก็ดระเบิด เป็นการระเบิดที่เกิดจากการจุดโดยใช้วัตถุระเบิดแรงสูงประกอบสายชนวนเวลาประกอบเชื้อประทุชนวนในการจุด 6.วันที่ 24 ก.ย. เวลา 17.40 น. พื้นที่ สน.บางโพงพาง พบระเบิดบริเวณปากทางเข้าชุมชนจตุรมิตร ถ.พระราม 3 ซ.29 เขตยานนาวา พบเศษชิ้นส่วนระเบิด ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ ตรวจสอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่ทำขึ้นเอง แบบขว้าง แบบ 97 ของญี่ปุ่น เป็นดินหลักจุดระเบิดโดยใช้โทรศัพท์มือถือ

 7.วันที่ 25 ก.ย. เวลาเที่ยงคืน พื้นที่ สน.ตลิ่งชัน ซ.คลองชักพระ 16 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน พบน็อตตัวเมีย ตะปูคอนกรีต ผ้าเทปและเศษหิน เป็นระเบิดเกิดจากการจุดดินดำ หรือดินเทาใช้สายชนวนเวลา และใช้น็อตตัวเมีย ตะปูคอนกรีต เป็นสะเก็ดระเบิดโดยใช้เทปพันสายไฟยึด 8.วันที่ 26 ก.ย. เวลา 00.45 น. พื้นที่ สน.นางเลิ้ง พบบริเวณใต้สะพานลอยฝั่งทางขึ้นหน้าสนามม้านางเลิ้ง ถ.พิษณุโลก แขวงสวนจิตรัชดา เขตดุสิต พบหม้อใส่น้ำยาแอร์ 1 ใบ เศษท่อพีวีซี น็อตและเหรียญบาท ปุ๋ยเม็ดสีขาว โดยพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นเอง หรือ ANFO โดยใช้สควิปไฟฟ้า จุดดินดำหรือดินเทาในท่อพีวีซี ที่ทำเป็นดินขยายการระเบิดโดยใช้ปุ๋ยยูเรียผสมน้ำมันดีเซลจุดวงจรโดยใช้วงจรอิเล็กทรอนิค 9.วันที่ 27 ก.ย. เวลา 20.30 น. พื้นที่ สน.พหลโยธิน บริเวณหน้าตึกอัยการสูงสุดถนนรัชดา เป็นระเบิด เอ็ม 26 ชนิดสังหาร

"ปลัดกทม."เผยเหตุ"กล้อง ซีซีทีวี”ทั่วกทม.มีน้อยงบฯมีจำกัด
 
 นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรผู้ว่าฯกทม. ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร(กอ.รมน.กทม.) ได้ประชุม กอ.รมน. กทม. เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมความไม่สงบโดยทั่วไปในกทม. ทั้งนี้ในส่วนของ กทม.ก็เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้เป็นฝ่ายสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ก็ทำได้หน้าที่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีอยู่ ทั้งนี้ในส่วนของเรื่องการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(ซีซีทีวี) ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกทม. นั้นเป็นนโยบายของกทม. อยู่แล้ว แต่เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงเลือกติดตั้งบริเวณที่เป็นจุดสำคัญ ที่กทม. กับ ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกำหนดจุดเอาไว้ว่าจะติดตั้งบริเวณใดเป็นลำดับก่อนหลัง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม กทม. เป็นเพียงหน่วยงานช่วยเหลือให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเท่านั้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่พนักงานกวาด ทั่วกทม. เจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็จะช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังเหตุไม่ปลอดภัยให้กับฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว

 “ ปัจจุบันยังมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กทม. ทุกคน ก็ต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งก็มีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกฝ่ายปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ยกเว้นว่ามีสถานการณ์วิกฤติเกิดขึ้น ก็อาจจะมีการสั่งการที่เข้มข้นขึ้น ” ปลัด กทม. กล่าวและว่า ทั้งนี้เห็นว่าภาคประชาชนจะช่วยได้อีกแรงหนึ่งโดยการเป็นเครือข่ายตาสับปะรดเฝ้าระวังเหตุให้กับบ้านเมืองในช่วงนี้

 นายสุธน อาณากุล ผอ.กองพัฒนาระบบจราจร สำนักการจราจรและขนส่งกทม. กล่าวถึงกรณีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) จะประสาน กทม. ให้สำรวจจุดติดตั้งกล้องวงจรปิด(ซีซีทีวี) เพื่อให้สามารถใช้การในจุดต่างๆ ได้ ว่า ขณะนี้ ปลัด กทม. ได้สั่งการหลังจากที่ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ศอฉ.จะให้ทาง บช.น.แจ้งประสานมายัง กทม.เกี่ยวกับจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่ง กทม.จะต้องไปติดตั้งกล้องซีซีทีวีเพิ่มเติมในจุดเสี่ยงดังกล่าว ขณะนี้รอเพียง บช.น.ประสานมาเท่านั้น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบัน กทม. มีกล้องซีซีทีวีติดตั้งอยู่ทั่ว กทม.ทั้งสิ้น 2,928 ตัว ในจำนวนนี้สามารถใช้การได้จริง 1,972 ตัว ที่เหลือเป็นกล้องจราจร 280 ตัว และอีก 676 ตัวติดตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่ขณะนี้รอให้การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ต่อไฟเข้าระบบจึงจะใช้การได้ ทั้งนี้ในส่วนของ 1,972 ตัวที่ใช้การอยู่ในปัจจุบันนั้น กทม.มีการตรวจสอบอยู่ทุกวัน ซึ่งไม่มีการชำรุดเสียหาย แต่ปัญหาที่สำคัญคือจำนวนกล้องซีซีทีวี ที่ยังมีอยู่น้อยเกินไป ทั้งที่พื้นที่ กทม.มีอยู่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร มีกล้องซีซีทีวีที่ใช้การได้เพียง 1,972 ตัว หากเทียบกับมาตรฐานสากลจะต้องมีกล้องกว่าแสนตัวเหมือนมหานครใหญ่ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม กทม.ยังมีโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีอีก 5 โครงการ จำนวนกว่า 10,000 ตัว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประกวดราคาแบบ E-auction คาดว่าจะทยอยติดตั้งแล้วเสร็จในปี 2554-2555