ข่าว

"เปิดภารกิจ“เสี่ยงตาย”ในดง“บึ้ม !”

"เปิดภารกิจ“เสี่ยงตาย”ในดง“บึ้ม !”

28 ก.ย. 2553

ระยะนี้เสียง "ตูมตาม" จากเสียงระเบิดดังถี่ขึ้น ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะมีวัตถุประสงค์ใด แต่ก็ทำให้ประชาชนหวาดผวากันไปตามๆ กัน

เพราะทุกวันนี้มันไม่จำกัดวงเฉพาะพื้นที่ที่เป็น “สัญลักษณ์” ทางอำนาจเหมือนที่ผ่านๆ มา แต่ได้ขยายปริมณฑลไปกว้างขวาง บ้างก็ไปบึ้มที่ร้านขายของ รถยนต์ส่วนตัว ริมถนนคนเดิน บรรยากาศแบบไม่ใช่บรรยากาศที่สังคมไทยคุ้นชิน

 ท่ามกลางความแตกตื่น หวาดผวาของผู้คน แต่คนกลุ่มหนึ่งจะหวาดกลัวไม่ได้ เพราะเขามี “หน้าที่” ในการสยบความอหังการของระเบิดทุกชนิดไม่ให้มันทำอันตรายกับประชาชน

 ซึ่งก็คือ...กลุ่มคนที่เรียกกันติดปากว่า E.O.D. หรือ “หน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิด”

 “พ.ต.ท.กำธร อุ่ยเจริญ” รองผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล คนนี้ในวงการเจ้าหน้าที่ที่คลุกคลีกับวัตถุระเบิด ยกให้เขาเป็น “หมายเลข 1”

 พ.ต.ท.กำธรบอกว่า คนที่มาทำงานนี้ได้อันดับแรกต้อง "สมัครใจ" แล้วก็ต้องมีใจทุ่มเททำงาน เพราะมันเป็นงานที่ต้องเสียสละ แล้วต้อง "บ้าบิ่น" พอสมควร ในชีวิตการทำงานจริงๆ บางทีมันเหมือนบางส่วนในหนัง The Hurt Locker (หน่วยระห่ำ ปลดล็อกระเบิดโลก) เพราะเวลาทำไปเรื่อยๆ มันเริ่มเก่ง เริ่มกล้า แล้วไม่กลัว พอมีระเบิดปุ๊บ ลุยเข้าไปเลย ไม่เอาเครื่องมือ พอกู้ได้เยอะๆ ใจมันฮึกเหิม เราต้องช่วยๆ กันดึงเพราะมันอันตราย

 ที่สำคัญทุกคนที่มาทำงานนี้ได้ ต้องผ่านหลักสูตร E.O.D. หรือ Explosive Ordnance Disposal ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมนักเก็บกู้วัตถุระเบิดขั้นสูงก่อน

 ถ้าเป็นก่อนหน้านี้สัก 5-6 ปี เรื่องระเบิดชนิดต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนทั่วไปจะรู้ หรือจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครอยากรู้เพราะมันไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ปล่อยให้เรียนให้สอนกันอยู่เฉพาะในโรงเรียนทหาร ตำรวจ เพราะเขาต้องใช้ในการรบพุ่งกับอริราชศัตรู

 แต่ในยามที่เสียงระเบิดดังอยู่รอบตัวแบบนี้ ประชาชนคงต้องเรียนรู้ว่าระเบิดแต่ละประเภทหน้าตาเป็นอย่างไร และร้ายแรงแค่ไหน

 "ระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุกันอยู่ทุกวันนี้มี 2 ประเภท คือ “ระเบิดมาตรฐาน” ที่ใช้ขว้าง ใช้ยิง อย่าง เอ็ม 79 หรืออาร์พีจี กับอีกอย่างคือ “ระเบิดแสวงเครื่อง” หรือระเบิดที่ทำเอง สามารถดัดแปลง ใส่ไว้ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ ใส่เป้ ของขวัญ กล่องพัสดุ ภาชนะต่างๆ ถ้าเป็นทางใต้ซุกระเบิดไว้ในหม้อไหก็ยังมี บางครั้งก็จะใช้ระเบิดมาตรฐานมาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่องก็มีเหมือนกัน เช่นใช้ลูกระเบิดขว้างดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดด้วยการตั้งเวลาความสามารถเท่ากับระเบิดขว้าง ทั้งนี้จุดสังเกตของระเบิดมาตรฐานว่าชนิดใดร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตนั้น ง่ายๆ ดูที่สีของระเบิด ถ้าเป็น “สีเขียวขี้ม้า” นั่นคือ “ระเบิดสังหาร” แต่ถ้าเป็น “สีฟ้า” นั่นแค่ “ลูกซ้อม” ซึ่งจะไม่ทำอันตรายเพราะมีเพียงควันไม่มีแรงอัด

 จากนั้นสิ่งที่ “ต้องจำ” ก็คือ การสังเกตว่า “วัตถุ” ที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านั้นอันไหนจะมีระเบิดหรือไม่มีระเบิด พ.ต.ท.กำธรบอกหลักวิธีง่ายๆ ในการสังเกต คือหลัก 4

 เริ่มต้นจาก 1.ไม่เคยเห็น 2.ไม่เป็นของใคร ตรวจสอบแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของให้สงสัยไว้ก่อน 3.ไม่ใช่ที่อยู่ เช่นกระเป๋าถือเจมส์บอนด์ ต้องมีคนถือ แต่ทำไมมานอนอยู่กลางถนน ต้องสงสัยไว้ก่อนว่ามีระเบิด และ 4.ดูไม่เรียบร้อย อาจจะมีสายไฟโผล่หรือมีเทปกาวติดอยู่

 “ถ้าเจอวัตถุประเภทนี้อันดับหนึ่ง ต้องอยู่ห่างให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างน้อยต้อง 20 เมตร และให้รีบโทรศัพท์แจ้งที่เบอร์ 191 ทันที เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบให้”

 สุดท้าย พ.ต.ท.กำธรฝากบอกประชาชนไทยในยามนี้ ว่าถ้าเจอระเบิด หรือวัตถุที่สงสัยว่าจะเป็นระเบิด ขอร้องอย่าไปหยิบยกเคลื่อนย้าย ไม่ว่ามันจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม บางคนเคยเรียนทหารมาบอกว่ารู้ดีเรื่องระเบิด แต่วันนี้มันมีวิวัฒนาการไปไกล ลักษณะของระเบิดจึงอาจไม่เหมือนที่เคยเห็นก็ได้ ฉะนั้น ผมไม่แนะนำให้ไปยุ่งกับมันไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น

 และตราบใดที่สังคมยังเต็มไปด้วย “เงื่อนไข” ความขัดแย้ง ภารกิจ “เสี่ยงตาย” ของ “พ.ต.ท.กำธร อุ่ยเจริญ” ก็ยังเดินหน้าต่อไป ไม่มีสิ้นสุด !!!

   **เสถียร วิริยะพรรณพงศา **