ข่าว

คลังปรับเป้าศก.ไทยปีนี้โต7.5%ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก-ซีพีเบรกธปท.ขึ้นดบ.

คลังปรับเป้าศก.ไทยปีนี้โต7.5%ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก-ซีพีเบรกธปท.ขึ้นดบ.

28 ก.ย. 2553

คลังปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้พุ่ง 7.5% ส่วนปีหน้ากลับเข้าสู่การเติบโตปกติอยู่ 4.5% เตือนเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องกระทบส่งออก ด้านซีพีชี้ธปท.ไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ห่วงเป็นปัญหาระยะยาวหากปล่อยบาทแข็งต่อเนื่อง

 นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2553 ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าขยายตัวเพียง 5.5% เพิ่มเป็น 7.5% โดยมีช่วงการขยายตัวที่ 7.3-7.8% เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 10.6% ขณะที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวสูงมาก ซึ่งทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 13.9% อีกทั้งยังเป็นผลมาจากการใช้จ่ายในประเทศที่ฟื้นตัวทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 16.5% จากที่คาดการณ์ไว้เดิมเพียง 4.2%

 สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 นั้น กระทรวงการคลังคาดว่าน่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.5% หรือมีช่วงขยายตัวที่ 4-5% จากการที่มีฐานสูงปีก่อนหน้า โดยมีแรงส่งจากการบริโภคและการลงทุนที่ฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจยังคงมีต่อเนื่อง แต่การส่งออกอาจชะลอตัวลงบ้าง ส่วนอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.5% ตามราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

 อย่างไรก็ตาม สศค.ยังจับตาปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ โดยสิ้นปีอาจแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 ด้านนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล รองประธานคณะกรรมการบริหารการเงินและกรรมการการลงทุน เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจนส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และอาจจะเป็นปัญหารุนแรงในระยะยาว และหากค่าเงินบาทผันผวนและแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทางการอาจต้องเข้าไปบริหารจัดการบ้างในบางจังหวะ เพื่อลดความผันผวน

 ขณะที่นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า มูลค่าส่งออกอาหารในปีนี้ มีความเสี่ยงที่จะเติบโตลดลงเหลือ 9% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 10% หรือมีมูลค่า 8.3 แสนล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยผลดังกล่าวจะกระทบต่อภาคการส่งออกโดยตรงและผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง จะได้รับผลกระทบมากที่สุด อีกทั้งอุตสาหกรรมอาหารยังใช้วัตถุดิบจากในประเทศในสัดส่วนสูง 80-90%  

 "ค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปีมีโอกาสที่จะหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าไปแตะที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐยังอ่อนแอ และยังไม่มีการฟื้นตัวจริง รวมถึงยังมีเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมาก เพราะไทยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงประมาณ 1.9%" นายอาชว์กล่าว