
ชาวเน็ตกับการเลือกตั้งพม่า (2)
ทิน ซาน ซึ่งมีเพื่อนในเฟซบุ๊กราว 2,000 คน และผู้ติดตามข่าวสารจากบล็อกอีกหลายพันคนยอมรับว่าได้จัดประชุมลับทั่วย่างกุ้งเพื่อหารือเกี่ยวกับผู้ใช้เน็ต รวมทั้งการหาช่องทางเจาะทะลวงมาตร
การคุมเข้มของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อจะช่วยสร้างความตระหนักทางการเมืองขึ้นทั่วประเทศ
"ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ทางการเมืองจะถูกแบน แต่ชาวเน็ตก็สามารถเปิดอ่านได้อย่างเช่นผ่านกูเกิล รีดเดอร์ เป็นต้น นอกเหนือจากเปิดเว็บไซต์เครือข่ายสังคมต่างๆ"
"ระหว่าง "การปฏิวัติผ้าเหลือง" ช่วงที่พระภิกษุสงฆ์เป็นหัวโจกนำการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ชาวเน็ตพม่าก็ใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือส่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ภาพวิดีโอให้โลกภายนอกได้ประจักษ์ จนเป็นเหตุให้รัฐบาลทหารสั่งแบนอินเทอร์เน็ตนับแต่นั้นมา
"ผมคิดว่ารัฐบาลค่อนข้างกลัวอิทธิพลของบล็อกและบล็อกเกอร์" ทิน ซาน ชี้ด้วยว่าช่วงเลือกตั้ง รัฐบาลคงจะเพิ่มมาตรการคุมเข้มสื่อออนไลน์อีกครั้ง แต่ถึงตอนนี้คนส่วนใหญ่เริ่มกล้ามากพอที่จะเข้าถึงออนไลน์ทางการเมืองทันทีที่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นช่องทางเดียวที่จะแสดงความเห็นได้อย่างเสรี ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ยังคงถูกเซ็นเซอร์อยู่เหมือนเดิม
ในส่วนของพรรคการเมืองนั้น มีแค่ 2 พรรคเท่านั้นที่รณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่พรรครัฐสภาประชาธิปไตยพม่าและพรรคสันติภาพและความหลากหลาย แต่เว็บไซต์ของ 2 พรรคนี้ก็ถูกทางการสั่งปิดตามระเบียบ ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ของ 2 พรรคจะไม่ถูกแบน การเปิดเข้าไปเว็บไซต์ก็เป็นไปด้วยข้อจำกัดมากมาย แม้กระทั่งในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ก็ตาม
จากข้อมูลของสหภาพการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติในเจนีวาระบุว่าเมื่อปีที่แล้ว มีชาวพม่าแค่ 1 ในทุกๆ 455 คนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ขณะที่ข้อมูลของพรรคการเมืองใหญ่ๆ ในพม่าระบุว่าราว 2 ใน 3 ของประชากรซึ่งคาดว่ามีอยู่ราว 50 ล้านคน อาศัยอยู่ตามชนบทและยากเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
"สำหรับวัยรุ่นในเมืองแล้วอาจจะไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ต แต่กับวัยรุ่นในชนบท พวกชาวนาและคนที่อยู่ตามเมืองเล็กๆ ล่ะ เราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร" บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจคนหนึ่งในย่างกุ้งตั้งข้อสังเกต
อดีตนักศึกษากลุ่ม "อีเกรสส์พม่า" วัย 26 ปี ซึ่งมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเข้าร่วมการเลือกตั้งยอมรับว่า "ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน เราจึงมุ่งความสนใจไปที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการอัพเดทข่าว แม้ว่าเราอาจจะต้องรอเห็นผลในอีก 10 ปี ไม่ใช่ในช่วงนี้ก็ตาม"
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



