
นายกฯสั่งผบ.ตร.รวมเหตุบึ้มรายงานครม.พรุ่งนี้
"นายกฯ"สั่งผบ.ตร.รวมเหตุบึ้มรายงานในครม.พรุ่งนี้ โยนศอฉ.ประเมินสถานการณ์ก่อนชงเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วิเชียร เต้นเรียกหน่วยเกี่ยวข้องขันน็อต ระวังเหตุระเบิดซ้ำ ปรับแผนตั้งด่าน คล่องตัว สกัดคนร้ายรวดเร็ว ให้เวลาท้องที่ 15 วันต้องพร้อม ก่อนสุ่มตรวจ ตั้ง ภาณุ
(27ก.ย.) เมื่อเวลา 17.4 5 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ระบุเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในหลายจุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเป็นจุดเดียวกัน และเคยเกิดเหตุมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่า ตนจะให้ ผบ.ตร.รายงานเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันพรุ่งนี้(28 ก.ย.)ว่า หลายเหตุการณ์ที่เกิดอย่างต่อเนื่องในหลายจุด มีอะไรบ้างที่เจ้าหน้าที่ทราบ และจะทำให้เรามีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นในการป้องกัน เมื่อถามต่อว่านอกจากการให้มารายงานแล้ว จะยังให้มีมาตรการใดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะให้เขานำเสนอถึงความก้าวหน้าของเขาในการแก้ปัญหา และจะได้มาพิจารณาว่าจะมีมาตรการใดในการช่วยป้องกัน
เมื่อถามว่าข้อมูลที่จะได้รับครั้งนี้จะเกี่ยวโยงกับการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด ส่วนการพิจารณายกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ตนเข้าใจว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)จะประชุมในช่วงบ่ายของวันที่ 28 ก.ย.นี้ แต่ตนได้เคยขอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม ครม.แล้วว่าไม่จำเป็นต้องนำเข้า ครม. โดยตนสามารถดำเนินการได้ทันที เมื่อ ศอฉ.มีข้อสรุปแล้วก็สามารถส่งมาให้ตนตัดสินใจได้
เมื่อถามต่อว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ภายในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ จึงต้องถาม ศอฉ. ถ้าเขามีประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ก็ถือว่ายังอยู่ในช่วงที่สามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าเกินไปถึงสัปดาห์หน้า ก็จะถือว่าเกินกำหนด
"วิเชียร"เต้นขันน็อตตำรวจป้องเหตุบึ้ม
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พร้อมด้วยพล.ต.อ.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ10) ทำหน้าที่รองผบ.ตร.ด้านการป้องกันปล่อยปราม พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อวางมาตรการรับมือเหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยใช้เวลาในการประชุมนานประมาณ 1 ชั่วโมง30 นาที
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมในวันนี้เพื่อปรับแผนการทำงานของตำรวจ ในการจัดสายตรวจ และการตั้งจุดสกัดต่าง ให้ผู้บังคับบัญชาลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง อาสาสมัครในการแจ้งเหตุ พร้อมให้รางวัลจูงใจในการแจ้งเบาะแสผู้ที่ก่อเหตุ หลังจากตนไปรับนโยบายจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่เป็นห้วงเรื่องเหตุไม่สงบและอาชญากรรม
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ทั้งนี้ได้เรียกนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผบช.ส. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ว่าที่ ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รอง ผบช.ส ว่าที่ ผบช.ภ.5 และรองผบช.น.มาร่วมประชุม เพื่อมอบนโยบายในการปรับตั้งด่านจุดสกัดต่างๆ พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือ ให้มีความพร้อมถ้าหากเกิดเหตุต้องสามารถตั้งด่านสกัดได้ภายในเวลา 5-10 นาที ต้องคล่องตัว สามารถประสานระหว่างท้องที่อย่างเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาลงไปตรวจสอบความพร้อมอยู่เสมอ โดยภายใน 15 จากนี้ต้องพร้อม ตนจะลงไปตรวจสอบด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเหตุระเบิดที่เกิดในช่วงนี้จะส่งผลต่อการพิจารณาเพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของ ศอฉ. ในการพิจารณา แต่เท่าที่ฟังรายงานยังคงไม่ถึงขั้นนั้นตำรวจยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ ยังไม่ต้องให้ทหารเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตามจากนี้การตั้งจุดตรวจตั้งด่านต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น สั่งการไปแล้วหากยังเกิดเหตุผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ก็ต้องรับผิดชอบ
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เรื่องระเบิดที่เกิดขึ้นคงต้องนำไปพิจารณา แต่เหตุระเบิด 4จุดที่เพิ่งเกิดขึ้นยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาจากพยานวัตถุ ทำให้ทราบว่าลักษณะการต่อวงจรระเบิดคล้ายกัน โดยมีการพบลายนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอในพยานวัตถุที่พบ ซึ่งรอผลการตรวจอยู่ อย่างไรก็ตามสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถสืบสวนได้ว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ทั้งนี้ในทางคดีตนได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนขึ้นโดยมี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ เป็นหัวหน้า พล.ต.ท.อัศวินเป็นรองหัวหน้าชุดสืบสวน
ด้าน พล.ต.อ.ภานุพงศ์ ที่รับผิดชอบด้านการสืบสวนสอบสวนคดีระเบิด กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดที่เกิดขึ้นมีหลายคดี ซึ่งบางคดีสามารถจับกุมได้แล้ว อย่างไรก็ตามคดีระเบิดได้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย อำนาจในการสอบสวนทำคดีจะเป็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ แต่ตำรวจจะสืบสวนหาข่าวเพื่อสนับสนุนในการทำคดี นำมาสู่การจับกุมคนร้าย ส่วนคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย การสืบสวนสอบสวนยังเป็นหน้าที่ของตำรวจอย่าง ที่เหตุในพื้นที่ สน.บางโพงพางที่เพิ่งเกิด หรือที่ สน.ตลิ่งชัน จากการสอบสวนพบว่าเป็นเรื่องส่วนตัว พร้อมวางนโยบายเชิงรุกด้านการข่าว รวบรวมจากทุกภาค เชื่อว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก บช.น. กล่าวว่า ทางตำรวจนครบาลปรับแผนในการวางระบบจุดตรวจ โดยแบ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษอย่างยิ่ง 143 จุด พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ 164 จุด พื้นที่เฝ้าระวังทั่วไป 160 จุด รวมทั้งสิ้น 467 จุดทั้งกรุงเทพฯ ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น พร้อมกำหนดสายตรวจ และจุดตรวจร่วมระหว่างพื้นที่เพื่อให้ครอบคลุม ในการรับแจ้งหลังเกิดเหตุ โดยวันนี้เวลา 17.00น. มีการเรียกประชุมรอง ผบช.น. ที่รับผิดชอบด้านสายตรวจ และความมั่นคง เพื่อวางแผนทำจุดสกัดจับตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป พร้อมให้ผู้บังคับบัญชาลงตรวจพื้นที่เส้นทางต่างๆ สม่ำเสมอ เพื่อกดดันผู้ที่หวังเข้ามาก่อเหตุ และป้องปรามอาชญากรรม พร้อมพล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. ประสาน กทม. เพื่อสำรวจจุดติดตั้งซีซีทีวี ให้สามารถใช้การตรวจสอบเหตุในจุดต่างๆ ได้
ด้านพล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกตร. กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจกำลังดำเนินการจัดพิมพ์คู่มือระวังเหตุระเบิด เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนและเป็นผู้ช่วยตำรวจ คาดว่าจะแจกจ่ายได้ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นจากเหตุที่เกิดขึ้นตำรวจต้องปรับด้านการข่าวให้เข้มแข็ง ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้การข่าวของสันติบาลพบว่ายังมีความพยายามก่อเหตุลักษณะป่วนเมืองเช่นนี้อยู่อีก โดยไม่หวังผลต่อชีวิตแค่สร้างสถานการณ์ให้เป็นข่าวขึ้นมา และยืนยันว่าเหตุระเบิดที่พบนี้ไม่เกี่ยวกับอาวุธที่หายไปจากคลัง และจากหลักฐานที่พบในเหตุระเบิดทั้ง 4 จุด ไม่พบมีอาวุธ ยุทโธปกรณ์ของราชการเข้าไปเกี่ยว เป็นการประกอบระเบิดโดยหาวัสดุที่ซื้อหาได้ตามร้าน
บช.น.ดึง“แผนพิทักษ์เมือง”ใช้หลังเกิดเหตุระเบิดต่อเนื่อง
ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รองผบช.น. (ดูงานป้องกันอาชญากรรม) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก.ประจำ บช.น.ในฐานะโฆษก บช.น. รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองความมั่นคง เพื่อประชุมรับนโยบายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันเหตุวางระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งรวมถึงอาชญากรรมต่างๆในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง ว่า ภายหลังจากพล.ต.อ.วิเชียรได้มอบนโยบายการเฝ้าระวังเหตุอาชญากรรมและการก่อเหตุอื่นๆ ในส่วนของ บช.น.ได้มีการประชุมหารือและวางมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมนอกเหนือจากแผนพิทักษ์เมืองของ บช.น. หลังจากคืนนี้เป็นต้นไปจะมีการสักซ้อมแผนเผชิญเหตุในพื้นที่ บช.น.ทั้งก่อนระหว่างและหลังเกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละจุดมีวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันโดยจะเริ่มจากการแจ้งเหตุของศูนย์วิทยุที่เกี่ยวข้องว่ามีการสั่งการเช่นไร การเข้าถึงที่เกิดเหตุการณ์ ระงับเหตุและการเข้าตรวจพิสูจน์หลักฐานหลังเกิดเหตุแล้ว โดยให้ ผกก.ทุกสน.จะต้องลงมาเป็นผู้กำกับควบคุมการทำงานด้วยตนเอง นอกจากนี้ สน.พื้นที่ข้างเคียงรวมถึงงานด้านจราจรและด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมพร้อมในการประสานงานหากมีเหตุฉุกเฉิน เช่น กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจเหตุไม่เพียงพอจึงร้องขอ ฯลฯ
สำหรับจุดตรวจสกัดที่ บช.น ได้มอบหมายให้ทุกบก.น.1-9 ตั้งจุดตรวจ บก.ละ 1 จุด ฉะนั้นในแต่ละวันจะมีการตั้งจุดตรวจทุกบก.รวม 9 จุด ใช้เวลาอย่างต่ำ 15 วัน เพื่ออุดช่องโหว่ ส่วนห้วงเวลาและสถานที่ในการปฏิบัติงานจะให้แต่ละ บก.และสน.เป็นผู้กำหนดเอง ก่อนแจ้งมายัง บช.น.เพื่อรับทราบเป็นข้อมูล ทั้งนี้สำหรับการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ บช.น. ยอมรับว่ายังไม่เพียงพอจึงต้องมีการประสานกับเอกชนในการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดล่อแหลมให้สอดคล้องแผนพิทักษ์เมืองของ บช.น. และกล้องทุกตัวต้องสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่ทางรัฐบาลจะประชุมหารือเพื่อประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มเติมอีกในวันอังคารที่ 28 ก.ย.นั้น จะให้ทางตำรวจเข้าชี้แจงความจำเป็นในการคง พ.ร.ก.ของพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก.ขึ้นอยู่กับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่าจะมีการพิจารณาอย่างไร เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวที่จะสามารถยกเลิก พ.ร.ก.ได้ ส่วนด้านการข่าวขณะนี้เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการเข้ารับตำแหน่งของข้าราชการตำรวจในวันที่ 1 ต.ค.นี้ หลังจากมีกระแสข่าวต่างๆหลายด้านว่าสถานการณ์เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวการรับตำแหน่งต่างๆ และหลังเวลา 22.00 น.เป็นต้นไป ผบ.ตร.จะลงตรวจพื้นที่กรุงเทพฯ โดยยังไม่ระบุว่าจะลงตรวจที่ใด โดยการตรวจครั้งนี้จะเป็นการสุ่มตรวจว่าพื้นที่บก.ใดมีการปล่อยปละละเลยหน้าที่หรือไม่



