ข่าว

"เมืองน่าอยู่" จะเป็นไปได้จริง
ถ้าเน้นที่ประชาชน...ไม่ใช่วัตถุ

"เมืองน่าอยู่" จะเป็นไปได้จริง ถ้าเน้นที่ประชาชน...ไม่ใช่วัตถุ

31 มี.ค. 2552

ความพยายามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เป็น "เมืองน่าอยู่" ถือเป็นความพยายามที่น่าชื่นชมในการยกระดับบ้านเกิดของตนเอง

 เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.วิศิษฐ์ อมรวิทยารักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครตรัง พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดโครงการแสดงความคิดเห็น เทศบาลนครตรังเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน และคณะกรรมการชุมชนอีก 27 ชุมชน ก็ได้จัดสัมมนาในหัวข้อเมืองน่าอยู่เช่นกัน

 นพ.วิศิษฐ์เน้นย้ำว่า ปัจจุบันเทศบาลนครตรังมีการพัฒนา และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย จึงจำเป็นต้องหาแนวทางแก้วิกฤติการเกิดปัญหาต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ด้วยการริเริ่มจากระดับท้องถิ่น โดยมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

 ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ และแนวปฏิบัติ เพื่อลดภาวะ "โลกร้อน" ด้วย ทั้งยังต้องมุ่งลดความขัดแย้งทางสังคม และดำเนินการให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างแท้จริง

 ขณะที่ นายสุวัฒน์ ทองหอม นักวิชาการท้องถิ่นเทศบาลนครตรังกลับแย้งว่า ที่จะเป็นเมืองน่าอยู่ได้ อันดับแรก ประชาชนจะต้องมีความพึงพอใจในการบริหารจัดการของนักการเมือง และผู้บริหารในท้องถิ่นด้วย

 นอกจากนี้ ประชาชนจะต้องอยู่อย่างมีความสุข ปลอดภัย ทั้งในชีวิต และอาหารการบริโภค จึงจะเป็นนิยามของเมืองน่าอยู่ เพราะฉะนั้น การจะเป็นเมืองน่าอยู่ได้ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทั้งในภาคการเมือง และภาคสังคมอย่างแท้จริง

 ส่วนการพัฒนาโดยเน้นไปที่ด้าน "วัตถุ" เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่เป็นการบริหารจัดการที่ยั่งยืนของชุมชนอย่างแท้จริง

 นักวิชาการรายนี้ชี้ว่า หลายโครงการที่เทศบาลนครตรังดำเนินการแล้วขัดกับความรู้สึกของชาวบ้าน เช่น โครงการแผงโซลาร์เซลล์ หรือไฟหิ่งห้อย รอบศาลากลางจังหวัดตรัง โครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีป้องกันเหตุร้าย โครงการสร้างน้ำพุหน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

 ทั้งสามโครงการที่กล่าวมานี้ ชาวบ้านในพื้นที่ล้วนเห็นว่า เป็นการใช้งบประมาณที่สูงเกินความเป็นจริงทั้งสิ้น

 เขามองว่า สาเหตุที่ประชาชนรู้สึกเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเทศบาลนครตรังไม่มีนักการเมืองที่เป็นฝ่ายค้าน จึงไม่มีความเห็นต่างจากผู้บริหาร

 ดังนั้น จึงเป็นที่มาของโครงการที่ชาวบ้านมองว่าใช้งบประมาณสูงเกินจริง เช่น โครงการสร้างน้ำพุ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ใช้งบการก่อสร้างถึง 7.9 ล้านบาท โครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีมูลค่า 62 ล้านบาท และโครงการติดตั้งไฟแผงโซลาร์เซลล์ 2.4 ล้านบาท

 เขาชี้ว่า โครงการเหล่านี้ควรจะมีการทำ "ประชาพิจารณ์" ก่อนดำเนินการทั้งสิ้น อีกทั้งแต่ละโครงการก็ไม่น่าจะใช่โครงการจำเป็นเร่งด่วนในลำดับต้นๆ ประชาชนจึงเกิดความรู้สึกขัดแย้งกับผู้บริหาร

 ฉะนั้น หากต่อไปไม่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง และยังดำเนินโครงการโดยไม่ผ่านฉันทามติของประชาชนเช่นนี้ ความฝันที่จะไปสู่ความเป็น "เมืองน่าอยู่" คงไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

"ตรีฟ้า แซ่โค้ว"