
สหรัฐอเมริกากับอาเซียนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่เอี่ยม
การประชุมสุดยอดครั้งที่สองระหว่างผู้นำอาเซียนกับ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในนครนิวยอร์กอาทิคย์ที่แล้ว ผ่านไปด้วยดี ยังได้ผลเกินคาด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องการซึ่งกันและกันมากในขณะนี้ คืออยากเห็นแนวร่วมกันชนต่อการแพร่ขยายอิทธิพลของจีนในเอเชีย
จึงไม่แปลก ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทั้งทางด้านหลักการและการนำไปปฏิบัติ แน่นอนทั้งคู่ยังต้องทำการบ้านอีกเยอะ กว่าจะเป็นหุ้นส่วนที่รู้ใจกันและมีคุณค่าทางด้านนี้โดยตรง แต่ในขณะนี้ได้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ในอดีต สหรัฐอเมริกามักจะดูถูกอาเซียนว่าไม่เอาไหนไม่มีจุดยืนที่น่าเคารพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและนิติรัฐ
ต้องขอชมประธานาธิบดีโอบามาที่ได้พยายามสร้างความรู้สึกดีต่อผู้นำอาเซียน เพราะผู้นำสหรัฐคนก่อนๆ ไม่ได้ให้ความสนใจอาเซียนเท่าไรนัก มาครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาต้องการเข้ามาพัวพันในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในความสัมพันธ์กับอาเซียน ช่วงปีกว่าที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ภาคยานุวัติกับสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในเอเชียอาคเนย์ (Treaty of Amity and Cooperation) กับแสดงความต้องการเข้าเป็นสมาชิกอีเอเอสหรือกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) เป็นนิมิตหมายที่ดี
อาเซียนยังต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาอยู่วันยังค่ำ เพราะเป็นมหาอำนาจที่ไว้ใจได้ที่สุดและยังสามารถนำมาใช้ถ่วงดุลการขยายอำนาจของจีนได้อย่างดี สหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดสินค้าออกใหญ่อันดับหนึ่งของอาเซียนอีกด้วย ข้อดีอีกอย่างคือมีประชาธิปไตย
ตอนแรก นักวิชาการฝรั่งหลายคน คิดว่าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์นี้มีไว้เพื่อต่อต้านอิทธิพลจีนแบบเฉพาะกิจ แต่เอาเข้าจริง อาเซียนไม่ต้องการแบบนั้น อยากเห็นสัมพันธ์ที่อาเซียนมีต่อมหาอำนาจนั้นมีความหลากหลายแต่ต้องมีสภาพนิ่ง
แถลงการณ์ร่วมออกมาหลังการประชุมไม่ได้กล่าวหาประเทศใดประเทศหนึ่ง มีแต่เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาทางทะเลด้วยสันติวิธี และแนวทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่มีการกล่าวอ้างถึงข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ทางผู้นำอาเซียนได้ขอร้องให้สหรัฐอเมริกาตัดข้อความนี้ออก เพราะอาจจะทำให้จีนไม่พอใจ ตอนแรกฝ่ายสหรัฐไม่ยอม ต้องต่อรองกันยกใหญ่ แต่พบว่าแรงประท้วงจากอาเซียนนั้นแรง เลยต้องยอมจำนน
อาเซียนต้องเตรียมพร้อมอีกมาก เพราะเจ้าตัวได้เชิญมหาอำนาจเข้ามาเล่นการเมืองในหลังบ้านตัวเอง เพราะมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าสามารถจะคุมเกมนี้ได้ ตอนนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่า อาเซียนจะมีศักยภาพทำเช่นนั้นได้หรือเปล่า
ที่แน่ๆ อาเซียนต้องพัฒนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของอาเซียน และต้องมีจุดยืนในประเด็นหลักๆ เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ตอนนี้สมาชิกอาเซียนแตกต่างกันมากทางด้านความคิดทางการเมือง เพราะถ้าขาดความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน อาเซียนอาจจะตกเป็นเหยื่อของมหาอำนาจได้
ถึงเวลาแล้ว สมาชิกอาเซียนต้องลดช่องวางทางด้านนโยบายและแนวปฏิบัติระหว่างกัน เพื่อเพิ่มความสามัคคี และกำลังต่อรองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ



