
ตัวแบบใหม่ๆของการเมืองแนวสมานฉันท์ (มีบ้างไหม?)
ในช่วงที่ผ่านมานี้อาจจะเรียกได้ว่าการเมืองไทยนั้นมี "ตัวแบบการเมืองแนวสมานฉันท์" อยู่สามแบบ นั่นก็คือตัวแบบการเมืองแบบ "รัฐบาลแห่งชาติ" ตัวแบบการเมืองแบบ "ครึ่งใบ" และตัวแบบการเมืองแบบ "ปฏิรูป-ปรองดอง" แต่ทั้งสองแบบล้วนมีข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งน่าจะมีการต
ตัวแบบที่เรียกว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" นั้น มักเป็นตัวแบบที่ถูกนำเสนอโดยนักการเมืองและนักวิชาการรุ่นเก่า แต่ก็เป็นตัวแบบที่น่าสนใจในการวิเคราะห์และตั้งคำถามอยู่ไม่น้อย ด้วยว่าตัวแบบนี้มีเงื่อนไขและที่มาบางประการที่ตัวต้นแบบและสิ่งที่บ้านเราพยายามผลักดันนั้นมีความแตกต่างกันอยู่
กล่าวโดยย่อ แนวคิดรัฐบาลแห่งชาตินั้นเป็นการอ้างอิงมาจากการจัดตั้งรัฐบาลและการบริหารประเทศของมาเลเซีย ที่มีจัดตั้งรูปแบบของเครือข่ายพันธมิตรกันของพรรคการเมืองหลายพรรค หรือแทบจะเรียกได้ว่าทุกพรรคการเมืองนั้นก็ได้รวมตัวกันเป็นรัฐบาลทั้งสิ้น... และนี่เองน่าจะเป็นความใฝ่ฝันของนักการเมืองไทยที่ชอบนำเสนอว่าเราควรมีรัฐบาลแห่งชาติ ในทุกๆ ครั้งที่มีวิกฤติการเมือง
ประเด็นที่เราไม่เคยลงไปพิจารณาละเอียดก็คือ แนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติแบบมาเลเซียนั้นเขามีพรรคหลักสามพรรคที่มาจากความเป็นตัวแทนชาติพันธุ์หลักของประเทศ นั่นก็คือชาวมาเลย์ ชาวจีน และชาวอินเดีย และพรรคที่เป็นตัวแทนหลักของสามชาติพันธุ์นี้ก็จะมาเจรจาตกลงกัน ภายใต้ความเป็น "ชาติมาเลเซีย"
คำถามก็คือ ประเทศไทยนั้นพรรคการเมืองมีความเป็นตัวแทนชาติพันธุ์ที่ชัดเจนเช่นนี้หรือไม่? หรือแม้ว่าจะอ้างว่าเป็นตัวแทนของท้องถิ่น เราก็ไม่เคยเห็นนักการเมืองต่อรองกันเพื่อให้ผลประโยชน์ตกไปที่ท้องถิ่นอย่างจริงจังมิใช่หรือ?
ตัวแบบการเมืองสมาฉันท์ที่เราคุ้นเคยในแบบที่สองนั้นดำรงมาอย่างสืบเนื่องยาวนาน นั่นก็คือตัวแบบการเมืองแบบ "ครึ่งใบ" นั้นก็คือตัวแบบการประสานประโยชน์ระหว่างทหาร-ข้าราชการประจำ กับนักการเมือง ในความหมายของการที่มีการเลือกตั้ง แต่นักการเมืองต้องยกอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในการจัดตั้งรัฐบาลไว้ให้แก่ฝ่ายทหาร-ข้าราชการประจำและรวมไปถึงพลังอื่นๆ ที่ผูกพันกับฐานอำนาจทหาร-ข้าราชการประจำ ในนามของ "เสถียรภาพทางการเมือง" ความสมาฉันท์ในแบบนี้จึงมีลักษณะของการบีบพื้นที่เล่นให้นักการเมืองไม่ให้แตะกระทรวงสำคัญ เสียมากกว่าการควบคุมตรวจสอบการเมืองทั้งระบบ
ตัวแบบการเมืองแบบที่สามที่กำลังเล่นกันอยู่ก็คือ การเมืองแบบ "ปฏิรูป-ปรองดอง" นั่นก็คือเดิมนั้นเราเคยมีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองยุคเผด็จการรัฐประหาร อาทิ หลัง 6 ตุลา 19 ว่าเป็น "รัฐบาลหอย" คือมีทหารคอยอุ้มรัฐบาลที่ชูภาพลักษณ์ของมืออาชีพและซื่อสัตย์สุจริต แต่ในวันนี้เราอาจจะพบว่ารัฐบาลหอยสมัยใหม่นี้เป็น "หอยเปลือกนิ่ม" แต่มีหลายชั้น เพราะว่านอกจากจะมีทหารคอยค้ำยันแล้ว จะพบว่ามีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการอีกหลายชุดเพื่อเสนอโครงการปฏิรูปหลายอย่างที่น่าจะเป็นเรื่องของการเสนอโดยรัฐบาลและผ่านการตรวจสอบจากกลไกรัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชน
จะพบว่าแต่เดิมนั้นหน้าที่ในการนำเสนอนโยบายเช่นนี้ของรัฐบาลนั้นเคยกระทำผ่านระบบที่ปรึกษา ระบบขุนนางนักวิชาการ (technocrat อาทิ สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย) หรือระบบพรรคการเมือง แต่ในปัจจุบันรัฐบาลกลับใช้วิธีการใหม่คือเปิดให้ตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไปเป็นคณะกรรมการโดยการแลกกับการอนุมัติงบประมาณที่ไม่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และใช้วิธีให้คณะกรรมการเหล่านี้แถลงหรือปะทะกับองค์กรอื่นๆ ในสังคมโดยตรง แทนที่จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบและพร้อมรับผิดเอง
คำถามก็คือจากแนวการสร้างระบอบปฏิรูป-ปรองดองที่ยังมีการค้ำยันโดยทหาร (อย่างน้อยผ่านการคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เช่นนี้จะส่งเสริมให้เกิดการพาประเทศไปสู่เส้นทางของความสมานฉันท์ปรองดองได้จริงหรือไม่? และเราจะมีตัวแบบของการเมืองแบบสมานฉันท์อย่างไร
คำตอบหนึ่งน่าจะอยู่ที่การตั้งหลักสำคัญว่า สิ่งที่ระบบการเมืองแบบสมานฉันท์นั้นจะต้องมีคงจะต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขสำคัญสองประการ คือ ความเป็นตัวแทนของระบบการเมืองดังกล่าวที่ยึดโยงกับประชาชนได้ และสองคือ การมีความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องของความยุติธรรม
ผมไม่แน่ใจว่าระบบการเมืองแบบสมานฉันท์ที่อ้างกันและปฏิบัติกันมานั้นมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญสองประการข้างต้นแค่ไหน?



