
จับอดีตเลขารักเกียรติร่วมปล้นทรัพย์ยกตู้เซฟ
จับอดีตเลขาฯ-ที่ปรึกษา "รักเกียรติ สุขธนะ" ร่วมแก๊งปล้นทรัพย์บ้านเสี่ยเจ้าของ บ.วัสดุก่อสร้างย่านติวานนท์ ใช้ปืนจี้แม่บ้านจับมัดมือ-มัดเท้าขังห้องน้ำ กวาดสร้อยเพชร เครื่องประดับเกลี้ยง มูลค่า 8 ล้านบาท ตร.ส่งชุดไล่ล่า ตามจับหัวหน้าแก๊ง-สมาชิกที่ยังหลบหนีอ
เหตุอดีตเลขานุการส่วนตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถูกจับหลังร่วมแก๊งปล้นทรัพย์ เปิดเผยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 กันยายน พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธัชชัย หงษ์ทอง ผบก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.ชยนนท์ มีสติ ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 แถลงข่าวจับกุมแก๊งปล้นทรัพย์ ได้ผู้ต้องหา 4 คน ได้แก่ นายสันต์ทัศน์ จรัสเสถียร หรือคิว อายุ 46 ปี อดีตที่ปรึกษาและเลขาฯ ส่วนตัวนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยู่บ้านเลขที่ 252 ตรอกศรีรับสุข แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. นายคทากรณ์ คำนวณ หรือแอ๊ด อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ 2 ต.นิคมลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี นายสงวน คมคาย หรือหงวน อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และนายชัยชนะ สุภนามัย หรือเบิร์ด อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ 4 ต.โพธิ์ อ.โนนคูน จ.ศรีสะเกษ
การจับกุมดังกล่าวได้ของกลางเป็นเครื่องประดับชนิดต่างๆ ได้แก่ เพชร ทอง พลอย ทับทิม มุก หยก บุษราคัม รวมทั้งอาวุธปืน ทั้งหมด 32 รายการ มูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คน คือนายวิชาญ พานิคม อายุ 46 ปี หัวหน้าแก๊ง และนายแป๊ะ ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนหรือรับของโจร
พล.ต.ต.ธัชชัยกล่าวว่า การจับกุมแก๊งปล้นทรัพย์ครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. วันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มคนร้ายได้เข้าไปปล้นทรัพย์ที่บ้านเลขที่ 60/36 หมู่ 9 ซ.ติวานนท์ 34 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของนายฉัตรชัย ฉัตรวิจิตรโชค อายุ 40 ปี เจ้าของกิจการขายวัสดุก่อสร้าง โดยนายฉัตรชัยได้รับแจ้งจากแม่บ้านว่ามีคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกเข้ามาจี้ แล้วใช้เชือกมัดมือมัดเท้า ปิดตานำไปขังไว้ในห้องน้ำ จากนั้นได้เข้าไปงัดตู้เซฟ ลักเอาทรัพย์สินของมีค่าทั้งหมดออกไป
หลังเกิดเหตุตำรวจออกสืบสวนและตรวจสอบประวัติคนร้ายจากบัญชีดำของตำรวจและแกะรอยจากทรัพย์สิน จนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นกลุ่มของนายวิชาญ หัวหน้าแก๊งที่ยังหลบหนี และเพิ่งพ้นโทษออกมาไม่นาน ส่วนนายสันต์ทัศน์รับสารภาพว่าได้นำทรัพย์สินที่ปล้นมาไปจำหน่าย และเก็บเอาไว้เองบางส่วน จึงติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้ตามที่ต่างๆ โดยนายสันต์ทัศน์สามารถจับกุมได้ที่ จ.พิษณุโลก, นายคทากรณ์จับกุมได้ที่ตลาดจตุจักร, นายสงวนจับกุมตัวได้ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ และนายชัยชนะตามจับกุมตัวได้ที่ จ.ชลบุรี
พ.ต.อ.ชยนนท์กล่าวว่า จากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดรู้จักกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะติดคุกอยู่ด้วยกัน โดยขณะนั้นนายสันต์ทัศน์ถูกจำคุกในคดีทุจริตยา หลังจากพ้นโทษออกมาตั้งแต่ปี 2549 ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ติดต่อกันจนกระทั่งคิดวางแผนปล้นทรัพย์ตามบ้านต่างๆ ซึ่งบ้านหลังเกิดเหตุล่าสุด มีนายสงวนเป็นผู้ชี้เป้า เนื่องจากมีหลานทำงานเป็นคนงานอยู่ในบริษัทของผู้เสียหาย
"เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย จึงวางแผนให้โทรศัพท์ติดต่อพรรคพวก ว่าจะมีการเข้าปล้นทรัพย์หลังอื่นอีก จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมได้เพิ่มเติม ส่วนนายวิชาญและนายแป๊ะเกิดไหวตัวทัน ได้หลบหนีไปทางฝั่งชายแดนไทย-เขมรแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการติตตามจับกุมตัว" พ.ต.อ.ชยนนท์กล่าว
พ.ต.อ.ชยนนท์กล่าวอีกว่า จากของกลางที่ตรวจยึดได้บางส่วน น่าเชื่อว่าแก๊งนี้น่าจะก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและติดตามผู้เสียหายมาดูเพิ่มเติม ในส่วนของทรัพย์สินของผู้เสียหายรายนี้ยังติดตามมาได้ไม่ครบ เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่กับนายวิชาญ โดยนายวิชาญได้จ่ายค่าแรงให้ลูกน้องไปคนละ 6 หมื่นบาทในการทำงานครั้งนี้ และจะมีการแบ่งเงินอีกครั้ง หลังจากที่นำของที่ปล้นมาไปขายต่อ แต่มีการไหวตัวทัน จึงทำให้ไม่สามารถขายของได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังพบตั๋วจำนำที่ภรรยานายสันต์ทัศน์ มูลค่านับล้านบาท ซึ่งยังไม่มีการชำระเงินแม้แต่ใบเดียว
เวลาต่อมา นายฉัตรชัยพร้อมด้วยภรรยาเดินทางมาตรวจสอบดูของกลาง พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าของกลางที่ตำรวจตรวจยึดมาได้มีประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดที่หายไป ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องเพชร
"ตอนแรกยังสงสัยว่าน่าจะมีคนงานที่บริษัทเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ มาทราบภายหลังว่า หนึ่งในคนร้ายที่เป็นคนชี้เป้า มีหลานทำงานอยู่ที่บิรษัทขายวัสดุก่อสร้างของผมย่านติวานนท์ ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบและให้ส่งเจ้าหน้าที่สายสืบไปนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่" นายฉัตรชัยกล่าว



